วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
อินเดียเผชิญวิกฤตก๊าซหุงต้มขาดแคลน หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ร้านอาหารและโรงแรมเตือนเสี่ยงปิดกิจการเป็นวงกว้าง
10 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภัตตาคาร ร้านอาหารและโรงแรมทั่วประเทศอินเดียเตือนถึงภาวะชะงักงันของธุรกิจที่อาจนำไปสู่การปิดกิจการเป็นวงกว้าง เนื่องจากสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานก๊าซหุงต้ม ทำให้ทางการอินเดียต้องจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากภาคอุตสาหกรรม
วิกฤตการขาดแคลนเชื้อเพลิงครั้งนี้มีสาเหตุมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ส่งผลให้การจราจรทางเรือในอ่าวอาหรับและช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลง ซึ่งนอกจากจะผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกของกลุ่มประเทศผู้ผลิตในอ่าวอาหรับ เช่น กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะกาตาร์ซึ่งเป็นผู้จัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจีรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้ประกาศระงับการผลิตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังถูกอิหร่านโจมตีเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอล

อินเดียในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันก๊าดปิโตรเลียมเหลว รายใหญ่อันดับสองของโลก ได้ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยสั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันเร่งกำลังการผลิตเพื่อใช้ในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบริการและร้านอาหารต้องพยายามอย่างหนักเพื่อหาอุปทานที่เพียงพอ โดยนายเบิร์ต มุลเลอร์ ผู้ก่อตั้งเครือร้านอาหารเม็กซิกัน "แคลิฟอร์เนีย เบอร์ริโต" เปิดเผยว่าขณะนี้ทางร้านมีก๊าซหุงต้มสำรองสำหรับใช้งานได้เพียง 2 วันเท่านั้น และกำลังเร่งติดตั้งเตาแม่เหล็กไฟฟ้าในบางสาขาเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า
ทางด้านสมาคมร้านอาหารแห่งชาติอินเดีย ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการกว่า 5 แสนราย ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยระบุว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารต้องพึ่งพาก๊าซแอลพีจีเชิงพาณิชย์เป็นหลักในการดำเนินงาน และหากการชะงักงันยังคงดำเนินต่อไปจะนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ ขณะที่สมาคมโรงแรมและร้านอาหารแห่งเบงกาลูรูระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้เข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากบริษัทผู้จัดจำหน่ายก๊าซส่วนใหญ่ได้ยุติการส่งมอบสินค้าแล้ว และร้านอาหารที่แม้จะมีการสำรองก๊าซไว้ก็อาจใช้งานได้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์

ในวันจันทร์ รัฐบาลอินเดียได้ออกประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อจัดสรรการใช้ก๊าซตามลำดับความสำคัญ หลังจากปริมาณการนำเข้าก๊าซจากตะวันออกกลางหายไปกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยลำดับความสำคัญสูงสุด (ร้อยละ 100) จะถูกจัดสรรให้กับการใช้งานในครัวเรือนและภาคขนส่ง ลำดับที่สองคือโรงงานปุ๋ย (ร้อยละ 70) ลำดับที่สามคืออุตสาหกรรมชาและภาคการผลิต (ร้อยละ 80) และลำดับสุดท้ายคือกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดเล็กและเชิงพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงร้านอาหารที่จะได้รับการจัดสรรก๊าซในสัดส่วนร้อยละ 80 ของค่าเฉลี่ยการใช้งานย้อนหลัง 6 เดือน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี