วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569
23 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ได้เสนอแนวคิดที่จะเก็บภาษีจากเรือที่แล่นผ่าน "ช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเพิ่มศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในเส้นทางการค้าและพลังงานระดับโลก
สื่อท้องถิ่น อ้างคำกล่าวของนายปูร์บายาว่าข้อเสนอนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการให้อินโดนีเซียหยุดมองตัวเองเป็นเพียงประเทศริมขอบ แต่ต้องเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า "อินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางยุทธศาสตร์ แต่เรือกลับผ่านไปมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่"
นายปูร์บายา กล่างว่า ตามที่ประธานาธิบดีได้สั่งการไว้ อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศชายขอบ เราตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าและพลังงานระดับโลกที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ แต่เรือกลับแล่นผ่านช่องแคบมะละกาโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ผมไม่แน่ใจว่านั่นถูกหรือผิด
ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการค้า และพลังงานระดับโลก แต่ยังไม่มีการเรียกเก็บภาษีใดๆ จากเรือที่แล่นผ่าน ช่องแคบนี้มีพรมแดนติดกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เป็นหลัก และเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
รมว.คลังอินโดนีเซีย ยอมรับว่า แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนการของอิหร่าน ที่เตรียมจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 สัปดาห์ โดยเขามองว่าหากสามประเทศชายฝั่งอย่าง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ร่วมมือกันจัดเก็บค่าธรรมเนียม จะสร้างรายได้มหาศาล
ขณะนี้อิหร่านกำลังวางแผนที่จะเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเราแบ่งช่องแคบนี้ออกเป็นสามส่วน คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ค่าธรรมเนียมก็จะสูงมากทีเดียว เพราะช่องแคบของเรานั้นกว้างและยาวที่สุด
การนำนโยบายดังกล่าวมาใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย การเก็บภาษีใดๆ ก็ตามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีอาณาเขตติดกันตามแนวช่องแคบมะละกาเช่นกัน แม้ว่าอินโดนีเซียจะควบคุมน่านน้ำส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถกำหนดนโยบายได้ฝ่ายเดียว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ข้ามพรมแดน
สิงคโปร์มีขนาดเล็ก มาเลเซียก็คล้ายกัน บางทีเราอาจจะแบ่งมันออกเป็นสองส่วนได้ ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็คงดี แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ดังนั้นด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี เราต้องไม่คิดแบบตั้งรับ เราต้องเริ่มคิดแบบรุกมากขึ้น แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ
ปัจจุบันรัฐบาลยังคงมองข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น การประสานงานในระดับภูมิภาคและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกระแสการค้าโลกจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะดำเนินนโยบายใดๆ ต่อไป
อีกด้านหนึ่ง นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ ยังคงแสดงการคัดค้านว่า เส้นทางเดินเรือในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ "ต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน" พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใดๆ ในการจำกัดการเดินเรือหรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางในลักษณะ ค่าต๋ง เขากล่าวว่า สิทธิในการสัญจรผ่านแดนเป็นสิ่งที่รับประกันสำหรับทุกคน เราจะไม่เข้าร่วมในความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้น ขัดขวาง หรือเรียกเก็บค่าผ่านทางในพื้นที่ของเรา
สิทธิในการผ่านทาง ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานสากล ไม่ใช่สิ่งที่รัฐชายฝั่งจะมอบให้เป็นเอกสิทธิ์ และไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องร้องขอหรือต้องจ่ายเงินแลกมา
แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะมองว่านี่เป็นเพียง แนวคิดเริ่มต้น แต่ยอมรับว่าการดำเนินการจริงทำได้ยาก เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งต่างก็มีส่วนแบ่งในพื้นที่ทางน้ำดังกล่าวด้วย
ส่วน นายแอนโทนี โลเค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย ได้แสดงจุดยืนที่คล้ายคลึงกัน ขณะเข้าร่วมงานสัปดาห์การเดินเรือสิงคโปร์ 2026 ที่ศูนย์การประชุมซันเทค เขากล่าวว่า มาเลเซียยังคงมุ่งมั่นที่จะรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือและการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา
"ในฐานะประเทศอธิปไตยและสมาชิกคณะมนตรีขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ เรามุ่งมั่นที่จะใช้ระบบที่ยึดหลักกฎเกณฑ์ ซึ่งสมาชิกต่างมีบทบาทในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี