วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เตรียมเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการตามกำหนดเดิม แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย หลังเกิดเหตุมือปืนบุกยิงที่งานเลี้ยงสื่อประจำทำเนียบขาว
27 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น (27 เม.ย.) ในการเริ่มต้นพระราชกรณียกิจเยือนสหรัฐ อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายนนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ถือเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกในฐานะกษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และเป็นครั้งแรกของกษัตริย์อังกฤษนับตั้งแต่ปี 2007
สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา จะทรงเข้าพบและดื่มน้ำชากับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง รวมถึงเข้าร่วมงานเลี้ยงระดับรัฐพิธีที่ทำเนียบขาว จากนั้น จะทรงสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าประชุมร่วมของสภาคองเกรส นับตั้งแต่ปี 1991 ส่วนในวันพุธที่ 29 เมษายน ทั้งสองพระองค์มีกำหนดการไปเยือนอนุสรณ์สถานเหตุการณ์ 9/11 เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต เสด็จเยือนอุทยานแห่งชาติในรัฐเวอร์จิเนีย และร่วมงานเลี้ยงชุมชนเพื่อฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในสหรัฐฯ พระองค์จะเสด็จต่อไปยังเบอร์มิวดา ซึ่งถือเป็นการเสด็จเยือนดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษครั้งแรกในฐานะกษัตริย์ โดยที่สมเด็จพระเจ้าชาลส์ ที่ 3 ไม่มีกำหนดการพบกับเจ้าชายแฮร์รี่ พระโอรสองค์เล็ก และ เมแกน มาร์เคิล ในระหว่างการเสด็จเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้
การเสด็จสหรัฐฯ ของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุยิงกันในงานเลี้ยงสื่อมวลชนที่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าร่วมเพียง 2 วัน ก่อนการเสด็จเยือน ส่งผลให้ต้องมีการเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยเข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันก่อนหน้านี้ว่า กำหนดการจะดำเนินต่อไปตามเดิม อีกทั้งการเสด็จเยือนครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งพระองค์ถูกคาดหวังให้ใช้ "Soft Power" ในการประสานรอยร้าวและรักษาความสัมพันธ์พิเศษระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความไม่พอใจรัฐบาลอังกฤษ ที่ไม่สนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี