537.jpg
ต้องทวงคืนดินแดน ฮุนเซนกร้าว มี2ทาง-ไม่คุยก็รบ แอมเนสตี้เปิดโปงเขมร แหกตาปราบแก๊งคอลฯ

ต้องทวงคืนดินแดน ฮุนเซนกร้าว มี2ทาง-ไม่คุยก็รบ แอมเนสตี้เปิดโปงเขมร แหกตาปราบแก๊งคอลฯ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ต้องทวงคืนดินแดน
ฮุนเซนกร้าว
มี2ทาง-ไม่คุยก็รบ
แอมเนสตี้เปิดโปงเขมร
แหกตาปราบแก๊งคอลฯ

“ฮุนเซน”ประกาศทวงคืนดินแดนกัมพูชา ที่อ้างว่าทหารไทยยึดครอง ไม่ว่าจะด้วยการเจรจา หรือใช้กำลังทางทหาร แต่อยากใช้การเจรจามากกว่า อ้างกลัวยืดเยื้อรบกันไม่จบสิ้นเหมือนฉนวนกาซา ขณะที่โฆษกรัฐบาลแจงภาพอนุทินจับมือฮุนมาเนตแค่ทำตามมารยาท ด้าน’แอมเนสตี้ชี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ปีที่แล้วล้มเหลวในทางปฏิบัติ จากศูนย์หลอกลวง86แห่งที่ระบุตัวได้ มีหลักฐานการปราบปรามเพียง24แห่ง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน  2569 สื่อกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฯฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ และประธานวุฒิสภา กัมพูชา ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและพบปะประชาชนผู้อพยพจากสงครามที่หมู่บ้านซึ่งรัฐบาลกัมพูชาสร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ในตำบลสลักกราม อำเภอสวายจิก จังหวัดบันเตียเมียนเจยโดยมีนายนายอึม ราตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยให้การต้อนรับ


ทั้งนี้ มีประชาชนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวจำนวน 3,318 ครัวเรือน หรือ 11,217 คน โดยแต่ละครัวเรือนได้รับจัดสรรที่ดินขนาด 20 x 30 เมตร พร้อมบ้านพักขนาด 5 x 7 เมตร และยังมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรอีกด้วย

โดย ฮุน เซน ได้กล่าวว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะทวงคืนดินแดนพิพาท และว่า ดินแดนที่ถูกทหารไทยยึดครองอย่างผิดกฎหมายนั้นจะต้องถูกทวงคืน โดยเน้นย้ำว่า มีเพียง 2 หนทางที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ คือ 1.การใช้กำลังทหารหรือ 2. การเจรจาโดยสันติ

“กัมพูชาไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพในการยึดดินแดนกลับคืนมา แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้นกัมพูชาจำเป็นต้องอดทนและเลือกแนวทางการเจรจาอย่างสันติหากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดคืนดินแดนที่ไทยเข้ายึดครอง จะยิ่งทำให้การสู้รบขยายวงกว้างขึ้น แม้จะยึดคืนมาได้ก็อาจไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เพราะจะเกิดการสู้รบตอบโต้กันไปมา คล้ายสถานการณ์ในฉนวนกาซา อิสราเอล และบางประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความขัดแย้งสืบทอดข้ามรุ่นต่อไป”ฮุน ซน กล่าว

พร้อมระบุว่า ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ทรัพยากรถูกนำไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคม มากกว่าการจัดซื้ออาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร แต่ผลจากการให้ความไว้วางใจต่อความสัมพันธ์อันสันติ เราจึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามและไม่ได้ลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมาก

”ต่อมาเมื่อกัมพูชาต้องเผชิญกับความท้าทาย ขีดความสามารถและยุทโธปกรณ์ทางทหารของกัมพูชากลับพบว่าไม่เพียงพอ”

ขณะที่พนมเปญโพสต์ รายงานว่า ฮุน เซน ยังได้กล่าวขอโทษชาวกัมพูชา ที่ไม่เตรียมพร้อมด้านการทหารในการป้องกันประเทศ เนื่องจากไว้ใจประเทศไทยมากเกินไป โดยเน้นย้ำว่า การขาดการเตรียมพร้อมนี้ เป็นความผิดพลาดของเขาเอง ไม่ใช่ความผิดของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี

“ผมมีหน้าที่ต้องขอโทษเพื่อนร่วมชาติทั่วประเทศ ที่ไว้วางใจ (ชาวไทย) มากเกินไป และขาดการเตรียมพร้อมที่เพียงพอสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่ง ทุกคนรู้ว่า ผมนำพาประเทศนี้ ผ่านช่วงเวลาแห่งสงครามและความแตกแยก จนกระทั่งเราได้มาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์”ฮุน เซนระบุ

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังได้เล่าถึงการทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นเวลา 9 ปี โดยไม่มีปัญหาใดๆ และยังพูดถึงการเดินทางร่วมกัน โดยรถไฟจากปอยเปต เข้าสู่ดินแดนไทย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อทางรถไฟที่แข็งแกร่ง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศในขณะนั้น

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงมีการเผยแพร่ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จับมือกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างร่วมงานประชุมASEAN Future Forum ว่า”ไม่มีอะไรในกอไผ่นะคะ ตรงไปตรงมา ไม่มีการประชุม

“นายกฯอนุทินมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อช่วงเช้า มีผู้นำหลายประเทศอาเซียนเข้าร่วม ก่อนงานเริ่มได้มีการทักทายตามมารยาท ไม่มีการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด มีแต่การนั่งสนทนาระหว่างผู้นำขณะรอเวลาเปิดงานและกล่าวสปีช”โฆษกรัฐบาล กล่าว

ขณะที่เว็บไซต์Amnesty International รายงานเว่า กัมพูชายังไม่สามารถทลายเครือข่าย “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ในประเทศได้สำเร็จ แม้จะดำเนินมาตรการปราบปรามมานานร่วมปี ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาที่เคยประกาศว่าจะสามารถกำจัดขบวนการเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปได้

รายงาน 150 หน้าชื่อ “Falling Through the Cracks: Cambodia’s Crackdown on Scamming Compounds” บันทึกว่าทางการกัมพูชาแทบไม่ประสบความสำเร็จในการระบุตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ การวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่าศูนย์หลอกลวงหลายแห่งกำลังย้ายสถานที่เพื่อหลบการบุกจับ และมีบัญชีหลายรายการเกี่ยวกับการข่มขืนภายในศูนย์หลอกลวง

“รัฐบาลกัมพูชาบริหารจัดการภาพลักษณ์ของการปราบปรามอย่างระมัดระวัง แต่เบื้องหลังหัวข้อข่าวทุกชิ้นเกี่ยวกับการบุกจับหรือการจับกุม มีผู้รอดชีวิตจากการเป็นทาส การทรมาน และการข่มขืนที่แทบไม่ได้รับความช่วยเหลือใดเลย” มอนต์เซ แฟร์เรร์ (MontseFerrer) ผู้อำนวยการร่วมระดับภูมิภาคของแอมเนสตี้ กล่าว

“การรณรงค์ปราบปรามอาชญากรรมที่รัฐบาลกัมพูชายกย่องชื่นชมกันเองนั้น ยังไม่สามารถยุติความทุกข์ทรมานของเหยื่อในศูนย์หลอกลวงได้จริง โดยศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ที่เราตรวจสอบพบกว่า 70% ยังคงรอดพ้นจากการกวาดล้าง”

ทั้งนี้ เดือนมิถุนายน2025 แอมเนสตี้รายงานว่ามีศูนย์หลอกลวงมากกว่า 50 แห่งทั่วกัมพูชา เป็นสถานที่ของการเป็นทาส การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการทรมานอย่างแพร่หลาย โดยดำเนินการเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกคล้ายเรือนจำที่ควบคุมโดยกลุ่มอาชญากรที่มีการจัดการ

รายงานใหม่ระบุว่าศูนย์หลอกลวงเพิ่มเติมอีก 33แห่งและรวมคำให้การจากผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม 73 คนจาก 16 ประเทศที่ถูกกักขังในศูนย์หลอกลวงระหว่างการปราบปราม ทุกคนอธิบายรูปแบบการล่วงละเมิดเดียวกันกับที่บันทึกในรายงานก่อนหน้าของแอมเนสตี้

หลังรายงานของแอมเนสตี้ในเดือนกรกฎาคม2025 กัมพูชาเปิดตัวการปราบปรามปฏิบัติการหลอกลวงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยให้คำมั่นว่าจะกำจัดเครือข่ายอาชญากรรมที่รับผิดชอบต่อการฉ้อโกงผู้เสียหายทั่วโลกในวงกว้าง หัวหน้าแก๊งระดับสูงหลายคนถูกจับกุมนับแต่นั้น และทางการอ้างว่าได้ปิดศูนย์หลอกลวงมากกว่า 200แห่ง

อย่างไรก็ตาม ผลการค้นพบของแอมเนสตี้ทำให้เกิดความสงสัยอย่างจริงจังเกี่ยวกับผลกระทบของการปราบปราม จากศูนย์หลอกลวงทั้งหมด 86 แห่งที่แอมเนสตี้ระบุตัวได้ มีหลักฐานการกวาดล้างของรัฐเพียง 24 แห่ง แอมเนสตี้ยังได้หลักฐานการปล่อยตัวจำนวนมากและการหลบหนีในศูนย์หลอกลวงอีก 7 แห่งแม้แต่เมื่อมีการกวาดล้างเกิดขึ้นแอมเนสตี้พบว่ามักไม่มีประสิทธิภาพ ถูกบ่อนทำลายโดยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้จัดการศูนย์หลอกลวงและเจ้าหน้าที่ หรือดำเนินการเฉพาะเมื่อตอบสนองต่อแรงกดดันสาธารณะบางรูปแบบ ใน 3กรณีแยกกัน เจ้าหน้าที่ได้บุกจับกุมศูนย์หลอกลวง แต่แอมเนสตี้สัมภาษณ์เหยื่อที่ถูกทารุณกรรมในสถานที่เหล่านั้นภายหลัง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top