วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
มีลุ้นเจรจาอีก
ปธน.ทรัมป์อ้าง
อิหร่านขอร้อง
"ทรัมป์” เผยอิหร่านร้องขอกลับโต๊ะเจรจา สหรัฐก็พร้อม แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องปลอดภัย ก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯโจมตีพื้นที่รอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุชเชห์ร รวมถึงฐานทัพและท่าเรือทางตอนใต้ของอิหร่าน เสียงระเบิดดังสนั่น ประชาชนผวาหายนะระลอกใหม่
11 กรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า อิหร่านได้ติดต่อขอรื้อฟื้นการเจรจากับสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการเผชิญหน้าทางทหารในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตอบรับที่จะกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่จะดำเนินการภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม
ทรัมป์ ระบุว่า การเจรจาครั้งใหม่นี้เป็นผลจากการที่อิหร่านแสดงความประสงค์ที่จะหาทางออกทางการทูต หลังความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก พร้อมย้ำว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เคยมีขึ้นก่อนหน้านี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว และการหารือรอบใหม่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ และพันธมิตร
เงื่อนไขฮอร์มุซต้องปลอดภัย
แหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือ อิหร่านต้องรับรองความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมทั้งต้องยุติการคุกคามเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมัน ตลอดจนกลับเข้าสู่การเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายใต้กรอบที่ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดอย่างหนักจากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และเหตุโจมตีเรือเดินสมุทรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งสร้างความกังวลต่อการขนส่งพลังงานและทำให้ตลาดน้ำมันโลกผันผวนในช่วงที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศมองว่า แม้การกลับมาเปิดช่องทางเจรจาจะเป็นสัญญาณเชิงบวกในการลดความตึงเครียด แต่การบรรลุข้อตกลงยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร และบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ ตลาดการเงินและตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงจับตาความคืบหน้าของการเจรจาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์ของการหารืออาจส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน การค้าระหว่างประเทศ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมสื่อทางการอิหร่านรายงานว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุชเชห์ร ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าแห่งเดียวของอิหร่าน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
โดยนายเอห์ซาน จาฮาเนียน รองผู้ว่าการจังหวัดบุชเชห์รเปิดเผยว่าหลายพื้นที่ในจังหวัดบุชเชห์รตกเป็นเป้าหมายการโจมตี พร้อมระบุว่าจุดที่ได้รับผลกระทบ เป็นบริเวณรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฐานทัพในเมืองโชกาดัก และท่าเรือประมงทางตอนใต้ของจังหวัด แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุชเชห์ร ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของอิหร่าน สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือจากรัสเซีย ปัจจุบันมีเครื่องปฏิกรณ์ที่เปิดใช้งานแล้ว 1 เครื่อง และอีก 2 เครื่องอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ก่อนหน้านี้ พื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุชเชห์รเคยตกเป็นเป้าการโจมตีหลายครั้ง โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ออกมาเตือนถึงการโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการโจมตีพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่องค์กรติดตามความขัดแย้ง Armed ConflictLocation & Event Data (ACLED)ระบุว่า ตั้งแต่เกิดสงครามในภูมิภาค มีการโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุชเชห์รแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง
สหรัฐโต้ทันควันไม่ได้โจมตี
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุกองทัพสหรัฐฯออกมาปฏิเสธทันควันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีล่าสุด พร้อมระบุว่ารัฐบาลวอชิงตันยังเปิดช่องทางทูตในการเจรจาระดับเทคนิคกับเตหะรานอยู่เบื้องหลัง
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของสหรัฐฯให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัล-จาซีรา โดยยืนยันหนักแน่นว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางอากาศในระลอกล่าสุดนี้แน่นอน
ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงคาดการณ์ว่า หากสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้ลงมือ ความสงสัยย่อมต้องชี้เป้าไปที่อิสราเอล พันธมิตรหลักของสหรัฐฯที่พร้อมเปิดปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกตัดหน้าทันที
สำนักข่าวและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องในหลายเมืองท่าตอนใต้ รวมถึงบริเวณใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุชเชห์ร ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พลเรือนแห่งเดียวของประเทศ รวมถึงในเมืองกอนารักและเมืองซิริก ท่ามกลางความตื่นตระหนกของประชาชน
กาตาร์-ปากีสล็อบบี้ดึงขึ้นโต๊ะเจรจา
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่สหรัฐฯ สั่งระงับศึกชั่วคราวและหลีกเลี่ยงการโจมตีในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากความพยายามในการเจรจาไกล่เกลี่ยอย่างลับๆ ของกลุ่มประเทศตัวกลางในภูมิภาค นำโดยกาตาร์และปากีสถาน ที่พยายามต่อสายตรงถึงทั้งสองฝ่าย เพื่อดึงวอชิงตันและเตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง ถึงแม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศกลางที่ประชุมสุดยอด NATO ว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว (MOU) สิ้นสุดแล้ว
ยิวแฉแผนอิหร่านลอบฆ่าทรัมป์
ด้านวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ว่า อิสราเอลแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองสำคัญให้สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับแผนการใหม่ของอิหร่านในการลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ซึ่งแผนลอบสังหารครั้งล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำขู่จากรัฐบาลอิหร่านที่ดำเนินมาต่อเนื่องหลายปี เพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐฯ ลอบสังหาร นายพลกาเซม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) เมื่อปี 2020 ซึ่งก่อนหน้าที่อิสราเอลจะแจ้งเตือน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ไม่เคยตรวจพบความเคลื่อนไหวของภัยคุกคามเฉพาะเจาะจงแบบนี้มาก่อน และขณะนี้ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสอบถามไปยังทำเนียบขาว เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยืนยันแต่อ้างอิงคำแถลงของทรัมป์เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมาระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต (NATO)ในกรุงอังการา ประเทศตุรกี โดย ทรัมป์กล่าวว่า พวกเขาต้องการกำจัดผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งก็คือตัวของทรัมป์เอง
“ผมมีชื่ออยู่ในทุกรายชื่อของพวกเขา ที่ผ่านมาผมเดาว่าตัวเองคงโชคดีไปหน่อย แต่มันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดไป คนเหล่านี้เป็นพวกชั่วร้ายและป่วยจิต เราต้องถอนรากถอนโคนมะเร็งร้ายนี้ออกไป คุณก็รู้ว่าต้องทำยังไงกับมะเร็ง คุณต้องตัดมันทิ้งตั้งแต่เนิ่นๆ” ทรัมป์ระบุ
ทรัมป์เดินทางไปยังประเทศตุรกีด้วยเครื่องบินส่วนตัวลำใหม่จากกาตาร์ ที่ได้รับฉายาว่า “Palace in the sky” แต่ในขากลับ เขาได้สลับไปใช้เครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) อีกลำแทน ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าการเปลี่ยนเครื่องบินเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้นำ
นอกจากนี้ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางไปร่วมประชุมกับประธานาธิบดีทรัมป์ ได้รับคำสั่งให้ระงับเดินทางไปอิสราเอล ก่อนที่ทรัมป์จะตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องบินระหว่างขาไปกับขากลับในตุรกี อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าคำขู่จากอิหร่านนั้นครอบคลุมถึงนายเฮกเซธด้วยหรือไม่
ขณะเดียวกัน ในกรุงเตหะรานสัปดาห์นี้มีการติดป้ายประกาศล้างแค้นทรัมป์อย่างเปิดเผย ระหว่างพิธีฝังศพผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลีคาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯและอิสราเอล ช่วงแรกของสงคราม โดยมีป้ายหนึ่งที่กลุ่มผู้สนับสนุนชูขึ้นระหว่างพิธีศพ ระบุข้อความว่า “WE WILL KILL TRUMP” ขณะที่ฝูงชนต่างพากันตะโกนข้อความว่า “ขอสาบานด้วยเลือดของผู้นำสูงสุด จะสังหารทรัมป์”
เดินเรือผ่านฮอร์มุซสะดุด
9 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพเรือกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGCN) แถลงการณ์ระบุว่า การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเตือนว่าการแทรกแซงของสหรัฐฯเพิ่มเติม จะนำมาซึ่งการตอบโต้ที่รุนแรง
จากการประเมินของนักวิเคราะห์พบว่า ปริมาณการจราจรทางน้ำสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงคราม เฉลี่ยมีเรือแล่นผ่านช่องแคบประมาณ 40 ลำ ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามที่ 125-140 ลำต่อวัน ล่าสุดพบการจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงักเกือบทั้งหมดในวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากการโจมตีครั้งล่าสุดทำให้ความเสี่ยงด้านขนส่งทางเรือเพิ่มสูงขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี