วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 8 หลังทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย สงครามตะวันออกกลางเดือดอีกระลอก
เมื่อ 19 กรกฎาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเป็นคืนที่ 8 ติดต่อกัน ภายหลังมีทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย และสูญหายอีก 1 นาย จากการโจมตีของอิหร่านในประเทศจอร์แดน ส่งผลให้ความหวังในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวพังทลาย และเพิ่มความเสี่ยงที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม ตามเวลาสหรัฐฯ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีเป้าหมายทำลายระบบเฝ้าระวังชายฝั่ง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน เพื่อจำกัดขีดความสามารถในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงตอบโต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีทหารสหรัฐฯ
ด้านสำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีพื้นที่ใกล้เมืองซิริก ทางตอนใต้ของประเทศ และพื้นที่ใกล้เมืองชาเดกัน ใกล้ชายแดนอิรัก เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน
หลังการโจมตีของสหรัฐฯ กองทัพอิหร่านได้ตอบโต้ทันทีด้วยการส่งโดรนโจมตีฐานทัพและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ในคูเวต ได้แก่ ค่ายอัลอาดิรี และฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
CENTCOM ยืนยันว่า ทหารสหรัฐฯ 2 นายเสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และยังมีทหารอีก 1 นายสูญหาย ส่งผลให้ยอดทหารอเมริกันที่เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเพิ่มเป็น 16 นาย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 420 นาย
ด้านรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ แสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าการสูญเสียครั้งนี้จะยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน อิหร่านยังขยายการโจมตีไปยังหลายประเทศในภูมิภาค โดยมีรายงานการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีคูเวต บาห์เรน และจอร์แดน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียได้ออกประกาศเตือนภัยให้ประชาชนในพื้นที่เมืองอัลคาร์จและเมืองยันบูเข้าหลบภัย หลังมีสัญญาณเตือนภัยจากการโจมตีทางอากาศ แม้ทางการซาอุดีอาระเบียจะยังไม่ยืนยันสาเหตุอย่างเป็นทางการ
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังอ้างว่าได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน รวมถึงทำลายเครื่องบินรบของสหรัฐฯ หลายลำที่ฐานทัพอัลอัซร็อกในจอร์แดน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว Reuters ระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ
ในอีกด้าน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อทางการ ระบุว่าการกระทำของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาและลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ "ไร้ความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง" พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับ "ต้นทุนที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม"
สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก โดยทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างกล่าวหากันว่าพยายามควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ ขณะที่สหภาพยุโรปและหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและการแทรกแซงการเดินเรือ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถใช้งานได้อย่างเสรีและไม่มีเงื่อนไข
ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังออกประกาศเตือนการเดินทางทั่วโลกสำหรับพลเมืองอเมริกัน โดยระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์โดยไม่คาดคิด และอาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน รวมถึงการปิดน่านฟ้าในหลายพื้นที่ ซึ่งจะกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศในระยะต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี