วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายอย่างเป็นทางการของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ล่าสุดพุ่งสูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.26 ล้านล้านบาท พร้อมยื่นของบประมาณด้านกลาโหมรวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมงบประมาณเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับการทำสงครามกับอิหร่าน
เฮกเซธเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวระหว่างการไต่สวนต่อคณะกรรมาธิการจัดสรรงบประมาณของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.) โดยมี พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ เข้าร่วมชี้แจงเกี่ยวกับความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวเลข 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นการประเมินล่าสุด ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการและการบำรุงรักษาบางส่วนจนถึงสิ้นเดือนกันยายน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของค่าใช้จ่ายแต่ละส่วน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าการประเมินของหลายสถาบัน โดย Moody's Analytics ประเมินว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ จากสงครามครั้งนี้อาจสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากรวมต้นทุนทางอ้อม เช่น ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและผลกระทบต่อผู้บริโภค
ตัวเลขล่าสุดยังเพิ่มขึ้นจากที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นราว 8 พันล้านดอลลาร์ ภายในเวลาไม่กี่เดือน
การเปิดเผยงบประมาณเกิดขึ้นในช่วงที่การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงทวีความรุนแรง หลังบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่เคยทำให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ล่มลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ติดต่อกันเป็นคืนที่ 10 ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่า อิหร่านจะต้องชดใช้ หลังทหารสหรัฐฯ อีก 2 นายเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังขู่โจมตีโรงงานพลังงานและสะพานในอิหร่าน รวมถึงพิจารณาส่งกำลังภาคพื้นดินเข้ายึดเกาะ คาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และโจมตีฐานใต้ดินที่เชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์บริเวณ Pickaxe Mountain
ขณะเดียวกัน อิหร่านประกาศว่าจะเดินหน้าโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยการโจมตีล่าสุดส่งผลให้โรงงานผลิตน้ำจืดและโรงไฟฟ้าในคูเวตเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงมีเป้าหมายในบาห์เรนและจอร์แดนได้รับความเสียหาย ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ประกาศปิดล้อมเส้นทางเดินเรือของซาอุดีอาระเบีย
เฮกเซธยังเตือนว่า สงครามที่ยืดเยื้อกำลังสร้างแรงกดดันต่อคลังอาวุธของสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความต้องการสูง ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง ชุดนำวิถีระเบิด JDAM อาวุธความเร็วเหนือเสียง และระบบต่อต้านโดรน
นอกจากนี้ เขายังระบุว่า หากรัฐสภาไม่อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน กองทัพสหรัฐฯ อาจต้องลดการฝึกกำลังพลในอนาคต เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ด้าน แพตตี เมอร์เรย์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต วิจารณ์คำของบประมาณดังกล่าว โดยระบุว่า งบประมาณที่เสนอครอบคลุมทั้งการทำสงคราม การส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน และการลาดตระเวนชายแดนสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่า "คำของบประมาณนี้ไม่มีเหตุผลมากนัก"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี