วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
อ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แล้ว ทำให้เรารู้จักรากเหง้าของเราดีขึ้น ซึ่งจะลึกซึ้งยิ่งกว่าคำกล่าวอ้างใดๆ ทั้งนั้น และการที่เราได้รู้จักรากเหง้าของเราดีนี่เอง ที่จะทำให้เราเกิดความผูกพันและมีจิตวิญญาณในการจะรักษารากเหง้าของเราให้เจริญเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืนและอย่างมีศักดิ์ศรี
หนังสือ สยาม จดหมายบันทึกจากปี ค.ศ.1862 ของ กราฟ ฟรีดริช ซู ออยเลนบวร์ก แปลเป็นไทยโดย อำภา โอตระกูล คือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ใน ช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เขียนขึ้นโดย ชาวเยอรมันคนแรกที่ เข้ามาสู่แผ่นดินสยาม
หนังสือเล่มนี้ ถือได้ว่า เป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับสยาม ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ผู้อ่านคนไทย เพราะเป็นบันทึกส่วนตัวของราชทูตเยอรมันในรูปจดหมายเขียนถึงน้องชายที่เบอร์ลิน เล่าถึงการเดินทางมาเอเชียตะวันออก ความประทับใจเรื่องการเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีการบรรยายถึงเรื่องการเดินทางศึกษาภูมิประเทศในกรุงเทพฯ และรอบนอกบรรยายสภาพบ้านเรือนและขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ของชาวสยามเมื่อ 156 ปีก่อน ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งหลายแง่มุมที่ผู้เขียนได้บันทึกไว้เป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเขียนถึงมาก่อน
โดยเฉพาะในช่วงตอนอันประทับใจของ ราชทูตเยอรมัน เมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระเจ้าแผ่นดิน เขาเขียนบรรยายเอาไว้ ทำให้มองเห็นภาพที่กระจ่างแจ้งเป็นอย่างมาก
ตัวอย่าง ในหน้า 33 ผู้เขียน บรรยายไว้ว่า
“ฉันยังมองไม่เห็นพระองค์ท่านทันทีเนื่องจากพระองค์ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สีทอง ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ทอง ตั้งอยู่ระหว่าง
เสาสีทองสงบนิ่งประดุจพระพุทธรูปทองคำดูละลานตาไปหมด จำพระองค์ไม่ได้ทันทีท่ามกลางความวิจิตรตระการตา พีเชล ผู้เป็นคนถือพานพระราชสาส์นตราตั้ง ก็นำพานไปวางบนโต๊ะที่ตั้งอยู่หน้าพระราชบัลลังก์ที่ประทับ บรรดาเจ้าฟ้า พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแปลกตาโปร่งใส ปักดิ้นทอง หมอบกันอยู่เป็นกลุ่มๆ กลุ่มไม่ใหญ่นัก พิงบนหมอนผ้าไหม แต่ละท่านมีเครื่องยศ คือ กาน้ำชาทองคำและชุดเชี่ยนหมากตั้งอยู่ข้างๆ ทุกคนเคี้ยวหมาก แล้วบ้วนน้ำหมากสีแดงลงในกระโถนโลหะ”
นอกจากบรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวังแล้ว สภาพแวดล้อมด้านนอกผู้เขียนก็ทำให้เราเหมือนได้สัมผัสอยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อเขาพูดถึงเรื่อง ยุง ทำให้รู้สึกคันยิบๆ ขึ้นมาทันที เป็นหนังสือที่ เรื่องดี รูปภาพดี ที่น่าเก็บอีกเล่มหนึ่งครับ (จำนวนหน้า 194 หน้า ราคา 200 บาท)
.jpg)
วรรณกรรมอมตะสำหรับเยาวชน
ที่ไม่เคยขาดหายในรอบสามร้อยปี
“การเดินทางของกัลลิเวอร์ (Gulliver’s Travels)” เขียนโดย “โจนาธาน สวิฟต์” เป็นวรรณกรรมสำหรับเยาวชน ที่เขียนขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1720 ที่หลายคนยกย่องให้เป็นวรรณกรรมเสียดสีที่ลุ่มลึกที่สุดเล่มหนึ่งของโลก โดยสะท้อนภาพความจริงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การเมือง ฯลฯ ไว้ตลอดเส้นทางที่กัลลิเวอร์ได้เดินทางผจญภัยไปพบเห็น ซึ่งใจความสำคัญเหล่านี้ยังคงมีค่าและมีพลัง สะกิดให้คนอ่านได้ตระหนักถึงความเป็นจริงบางอย่างในสังคมจนถึงทุกวันนี้ และจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ในการพิมพ์ครั้งแรกหนังสือขายหมดหนึ่งสัปดาห์ และแม้เวลาจะผ่านมาเกือบสามร้อยปีแล้วก็ยังไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่หนังสือเล่มนี้หายไปจากร้านหนังสือทั่วโลกเลย
.jpg)
กลยุทธ์โฉมงามเพื่อสังหารศัตรู
แห่งสำนักหุบเขาหมื่นบุปผา
“โฉมงามสองหน้า” เขียนโดย “โม่เหยียน” เป็นนิยายโบราณของจีนกล่าวถึงการปกครองของแต่ละอาณาจักรที่ล้วนมีกลยุทธ์เพื่อสร้างความเป็นใหญ่ให้แก่ตัวเอง ในเรื่องนี้กล่าวถึงเรื่องราวของหุบเขาหมื่นบุปผา ที่มีแต่ผู้หญิงรูปโฉมงดงาม โดยแต่ละนางจะใช้รูปโฉมหลอกล่อลวงใจให้ศัตรูต้องเข้ามาติดกับและพ่ายแพ้อย่างราบ แต่สำหรับกับ สิงฟู่อวี่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งราชสำนักที่เป็นผู้กล้ากลับไม่ตกเข้าไปอยู่ในหลุมพรางนั้น ทำให้เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตต้องย้อนกลับมาปรากฏอีกครั้งหนึ่ง
.jpg)
พิสูจน์ความแข็งแกร่งในโลกนักฆ่า
คำตอบของศักดิ์ศรีและมิตรภาพ
“โลกนักฆ่า KILLER ALLIANCE” เขียนโดย “Gu Qi” เป็นนิยายที่มองภาพในสังคมอีกด้านของบรรดามิจฉาชีพ ที่ทำให้เห็นถึงบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งแห่งวงการมืด และเป็นคำตอบของศักดิ์ศรีว่านักฆ่านั้นจะมอบความเชื่อใจวางมิตรภาพไว้กับใครได้บ้าง โดยผู้เขียนสร้างความรู้สึกให้คนอ่านได้รู้ว่า ในทุกสองหมื่นหกพันสองร้อยสิบเจ็ดคนของประชากรฮ่องกงจะมีหนึ่งคนที่เป็น “นักฆ่า” คนเหล่านี้เกิดขึ้นในวงโต๊ะพนันใต้ดิน แล้วค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปยังพื้นที่อื่น ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครที่มาจาก “องค์กรนักฆ่า” ตัวแทนจากฮ่องกง และ “ภาคีมือสังหาร” ตัวแทนจากไต้หวันภายใต้กติกาที่นอกจากฆ่าคู่ต่อสู้แล้วยังต้องแข่งกันล่าเป้าหมายระดับเอขึ้นไปด้วย เพราะมัน คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งแห่งวงการมืด
.jpg)
ความลับทางวรรณศิลป์แห่งสยาม
การฆาตกรรมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
“กาหลมหรทึก”เขียนโดย “ปราปต์” เป็นนิยายที่ได้รับรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด เนื้อหากล่าวถึง การฆาตกรรมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เกิดขึ้นในเมืองไทยช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยลีลา และกลวิธีการเล่าเรื่องแบบซับซ้อนซ่อนปม เต็มไปด้วยความสนุกสนานเร้าใจ ท่ามกลางบรรยากาศและค่านิยมแบบไทยแท้ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2486เมื่อ พ.ต.ท.เวทางค์ ภิรมย์รุจ สารวัตรหนุ่มแห่งกองตำรวจสอบสวนกลางได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญเด็กหญิงในบ้านพักย่านวัดระฆังโฆสิตาราม โดยหน้าผาก ข้อมือ และข้อเท้าปรากฏรอยสักปริศนาของคำห้าคำ เหย้า เจ้า แพะ ทิ้ง พงส์ คำสักประหลาดนี้คือ รอยแผลเป็นจากประวัติศาสตร์และความลับทางวรรณศิลป์แห่งสยามประเทศ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี