วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
ด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นเป็นพระราชพิธีสำคัญที่จัดในพระที่นั่งในหมู่มหาราชมณเฑียร อันมีข้อจำกัดในราชโบราณพิธี ที่รับรู้เฉพาะพระบรมวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่เท่านั้น ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะรับรู้ถึงพระราชพิธี แห่งพระมหากษัตริย์ก็ได้แต่ฟังเสียงเครื่องประโคม ปี่ สังข์และเสียงปืน หรือการย่ำระฆัง ดังนั้น การเสด็จฯเลียบพระนคร จึงมีความสำคัญสำหรับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินที่จะมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินในครั้งหนึ่ง ราชประเพณีนี้น่าจะสืบเนื่องมาจาก “พิธีราชสูยะ” ซึ่งมีการแห่แหนผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จในราชประเพณีที่มีพราหมณ์ได้มอบราชสมบัติ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์และการกระทำสัตย์สาบานว่าจะปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม จักรพรรดิและสวัสดิราช
ดังนั้นการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครจึงเป็นราชประเพณีโบราณที่จัดขึ้นเพื่อประกาศพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ให้อาณาประชาราษฎร์และหัวเมืองต่างๆ ได้ประจักษ์ในพระบุญญาธิการ ดังที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๕ ว่า “…ประเพณีเดิมเห็นจะเสด็จเลียบถึงเมืองที่รายรอบมณฑลราชธานี ต้องเสด็จโดยทางบกบ้าง ทางเรือบ้าง และประทับรอนแรมเป็นระยะไปหลายวันจนกว่าจะรอบมณฑลราชธานี เพื่อบำรุงความสามิภักดิ์ และให้ประจักษ์พระเดชานุภาพแก่ประชาชนทั้งหลาย ครั้นนานมา เห็นเป็นการลำบากโดยมิจำเป็น จึงย่นระยะทางลงเป็นเพียงเลียบพระนครราชธานี แล้วย่อลงมาอีกชั้นหนึ่ง คงแห่เสด็จเลียบรอบกำแพงพระนครแต่ทางเรือ ส่วนทางบกเป็นแต่แห่เสด็จเลียบรอบบริเวณพระราชวัง…”

เลียบพระนคร กษัตริย์ขอม
การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินประจักษ์ถึงพระบุญญาบารมีแก่ผู้คนจำนวนมากนั้น จึงจำเป็นในการเตรียมพร้อมที่จะต้องจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่มโหฬารด้วยขบวนพยุหยาตรา ดุจการยกกองทัพแสดงแสนยานุภาพราวกับเคลื่อนกองทัพเพื่อทำสงคราม ซึ่งมีการระบุขบวนขุนนางและแม่ทัพนายกองในทุกกรมกองตามพยุหยาตราตามแบบแผน และใช้จำนวนคนอย่างมาก ซึ่งในสมัยอยุธยานั้นมีการระบุการจัดขบวนคนในขบวนแห่นั้นนับหมื่นคน และมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค คือ ทางบก และขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ ทางน้ำ ซึ่งมีการจัดขบวนทัพแบบพยุหยาตราอย่างโบราณ ที่มีขบวนช้าง ม้า ในทางบกและเรือพระที่นั่ง เรือต่างๆ ในทางน้ำ พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระอิสริยยศกษัตริย์ตามราชประเพณีโบราณ ดังปรากฏในภาพเขียนวัดประดู่ทรงธรรม และภาพสลักในปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นขบวนใหญ่โตมโหฬารมากถึงกับมีขบวนของเมืองอื่นๆ ร่วมด้วย
ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นน่าจะยังรักษาแบบแผนเช่นเดิมแต่ลดขนาดให้เหมาะสมกับจำนวนขุนนางและการสร้างพระนครใหม่ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงเปลี่ยนให้การเสด็จฯ เลียบพระนครนั้น นอกจากประกาศแสนยานุภาพแล้วให้เป็นการเสด็จฯ ไปนมัสการพระรัตนตรัยตามพระอารามหลวงที่สำคัญโดยทางสถลมารค และทางชลมารคให้ราษฎรได้เฝ้าฯ ชมพระบารมีทั้งทางฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ในการอย่างนี้พระองค์ ทรงเปลี่ยนธรรมเนียมการเข้าเฝ้าฯ ให้ราษฎรสามารถชมพระบารมี ไม่ต้องปิดประตูบ้านเรือนเมื่อขบวนเสด็จผ่านเหมือนอย่างแต่ก่อนมาจึงเกิดธรรมเนียมการตั้งเครื่องบูชาสักการะจากราษฎรเมื่อขบวนเสด็จฯ ผ่านนับแต่นั้นมา

กระบวนทัพอยุธยา
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้นทรงโปรดให้จัดขบวนเสด็จฯ เลียบพระนครทางสถลมารค ประกอบด้วย ขบวน ๔ ตอน ประกอบด้วย ๑ เสนากรมต่างๆ เดิน ๘ สาย นำหน้า ๒ ขบวนหลวง ๓ เสนากรมต่างๆ ขบวนหลังเดิน ๘ สาย ๔ ขบวนเจ้านายทรงม้าและเสนาบดีนั่งเสลี่ยง หรือแคร่ตามบรรดาศักดิ์ตามเสด็จฯจนสุดขบวน ก่อนถึงวันเสด็จฯเลียบพระนครนั้นเจ้าพนักงานจะแต่งถนนด้วยการโรยทรายหรือ “เกลี่ยทรายราบรื่น” สองข้างทางนั้นปักฉัตรเบญจรงค์ ๗ ชั้นกั้นราชวัติ ผูกต้นกล้วย อ้อย และธงกระดาษเรียงรายเป็นระยะ มีปี่พาทย์ กลองแขก เครื่องประโคม และตั้งร้านน้ำไว้บริโภคทุกระยะ บริเวณหัวถนนมีกรมอาสาหกเหล่าตั้งกระโจมหอกจุกช่องทุกแห่ง โดยให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเฝ้าฯ ถวายความจงรักภักดีไปตลอดเส้นทาง
.jpg)
เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๑๐

เลียบพระนครรัชกาลที่ ๔

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๕

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๕

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๖

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๗

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๙

เลียบพระนคร รัชกาลที่ ๑๐
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี