แพทย์เผยสถานการณ์โรคปอดในเมืองไทยยังน่าห่วง

แพทย์เผยสถานการณ์โรคปอดในเมืองไทยยังน่าห่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
Tag :

 

 ทุกวันพุธในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนในแต่ละปี  มีวันสำคัญด้านสุขภาพที่กำหนดโดยองค์กรอนามัยโลกและองค์การโรคถุงลมโป่งพองอยู่ 1 วัน นั่นคือ “วันโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโลกหรือ World COPD Day”(COPD :Chronic Obstructive Pulmonary Disease) โดยปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้และให้ความสำคัญกับการตรวจสมรรถภาพการทำงานปอดมากขึ้นฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคปอดและอัพเดทสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 6 ของประเทศไทย


รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงนฤชา จิรกาลวสาน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย กล่าวว่า“จากสถิติในปี 2561 มีคนไทยป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองกว่า 3 ล้านคน เฉลี่ยคือนาทีละ 6 คนโดยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะอาการของโรคมากกว่า 1 ล้านคน พบเฉลี่ยในกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีพฤติกรรมการสูบบุรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษทางอากาศสูง นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่ที่5%และพบสถิติสูงถึง 7% ในกลุ่มคนที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป”

จุดเริ่มต้นของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเกิดจากเซลล์อักเสบที่เพิ่มขึ้นในหลอดลมและปอด ซึ่งสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเกิดจากการสูบบุหรี่ ทั้งการเป็นผู้สูบเองและการรับควันบุหรี่มือสอง การรับมลพิษทางอากาศ อาทิ ฝุ่น PM 2.5 สะสม หรือควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ฯลฯ และอีกหนึ่งสาเหตุที่คนส่วนใหญ่มักคิดไม่ถึงคือการสูดดมควันจากการทำอาหาร โดยเฉพาะเตาถ่านก็สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคปอดได้เช่นกัน

“อาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบ่งออกได้ 2แบบคือ แบบหลอดลมอักเสบเรื้อรังผู้ป่วยจะมีอาการไอติดต่อกัน 3 เดือนต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี รวมถึงเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ และแบบที่สอง คือแบบถุงลมโป่งพอง อาการเหนื่อยง่ายจะเด่นชัดกว่าการไอ ในบางรายแค่นั่งเฉยๆก็เหนื่อยได้ โดยอันตรายของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังคือ ปอดจะไม่สามารถรักษาให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติเหมือนเดิมได้ การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ ซึ่งหากผู้ป่วยเข้ารับการตรวจสมรรถภาพปอดและตรวจพบเร็วก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้แต่หากไม่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงของโรคมีโอกาสพัฒนา รวมทั้งโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเองนั้น ก็เพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปอดและโรคหัวใจได้ในอนาคต” รศ. พญ.นฤชากล่าวเพิ่มเติม

สำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังนั้น ทางการแพทย์สามารถแบ่งตามผลการตรวจสมรรถภาพปอดและลักษณะอาการ อันได้แก่

ค่าสมรรถภาพปอด: จำเป็นในการวินิจฉัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและสามารถบอกระดับความรุนแรงของการอุดกั้นได้
อาการของโรค: แบบหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือ แบบถุงลมโป่งพอง แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยอาจมีอาการทั้งสองแบบร่วมกัน
จำนวนครั้งที่อาการกำเริบต่อปี: ยิ่งกำเริบมากและถี่จะมีโอกาสทำให้สมรรถภาพปอดลดลงเพิ่มขึ้น

การจำแนกประเภทของผู้ป่วยนั้นเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาที่เหมาะสมตามอาการและความรุนแรงของโรค  รศ. พญ.นฤชา ได้อธิบายถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังว่า “แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะใช้วิธีการประคับประคองตามอาการ โดยอันดับแรก แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ทั้งการสูบบุหรี่ สวมหน้ากากอนามัยหากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสูง ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี และจะมีการให้ยาสูดช่วยขยายหลอดลมในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจจะใช้ยาสูดชนิดสเตียรอยด์การฝึกบริหารการหายใจและการผ่าตัดปอดโดยตัดส่วนที่มีถุงลมโป่งพองในบางรายที่มีข้อบ่งชี้ เป็นต้นนอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจขณะที่อยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ผลการรักษาก็ขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือของผู้ป่วยด้วย”

  จากสถิติพบว่าผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการกำเริบและเสียชีวิต ส่วนหนึ่งเกิดจากการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเครื่องช่วยหายใจสามารถช่วยเพิ่มการหายใจ ช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่ร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าในกลุ่มผู้ป่วยที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งอยู่เกิน 53 มมปรอท หลังจากที่มานอนโรงพยาบาลด้วยอาการปอดอุดกั้นกำเริบ 2-4อาทิตย์ แต่แพทย์อนุญาตให้ไปพักรักษาตัวที่บ้าน หากใช้เครื่องช่วยหายใจในขณะนอนหลับ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ

ด้าน  วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“สำหรับในประเทศไทยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นกว่า 30%3ประกอบกับมลพิษในอากาศที่เพิ่มมากขึ้นและฝุ่นพิษPM2.5 ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ฟิลิปส์ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพและผู้นำด้านนวัตกรรมเกี่ยวกับการนอนหลับและการหายใจ (Sleep and Respiratory Care) เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมอันทรงคุณค่าเพื่อช่วยดูแลสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน เพราะถึงแม้ว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยสามารถมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้าน อย่างนวัตกรรมล่าสุดกับเครื่องช่วยหายใจ TrilogyEvo ซึ่งเป็นเครื่องช่วยหายใจที่สามารถใช้งานได้ทั้งที่บ้านและในโรงพยาบาล จึงช่วยให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและการส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งให้การดูแลผู้ป่วยด้วยอากาศบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังมีเครื่องพ่นละอองยา InnoSpire seriesและ OptiChamber Diamond spacer ซึ่งมีทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่, เครื่องออกซิเจนแบบพกพาSimplyGo Mini, และเครื่องช่วยหายใจขณะหลับและเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกในตระกูล DreamStation”

“อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของการเกิดโรค ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ หรือการอยู่ในมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ ซึ่งน่าจะดีกว่าการเกิดโรคแล้วค่อยมารักษา”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top