วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ในหัวข้อ “The Rise of Female Startup and Innovators” หรือ “สตรียุคใหม่กับบทบาทผู้นำด้านสตาร์ทอัพและนวัตกรรม” ชี้ปัจจุบันเพศหญิงกำลังเข้าสู่สายงานด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และสตาร์ทอัพเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาชีพและธุรกิจดังกล่าวเป็นงานในอุดมคติและเป็นโอกาสในการประสบความสำเร็จที่มีมากกว่าอาชีพทั่วไป รวมทั้งมีทางรอดและแข่งขันได้ในระยะยาว ขณะที่องค์กรหรือสังคมต้องประชาสัมพันธ์ผู้หญิงต้นแบบ (Role Model) ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเข้าสู่สายงานดังกล่าว
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เผยว่า ในช่วงประมาณ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาททั้งทางด้านธุรกิจ เทคโนโลยี ผู้นำสังคม รวมทั้งการเมืองการปกครองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการผลักดันของหน่วยงาน องค์กร และความพยายามของเพศสตรีที่มุ่งเข้าสู่แวดวงดังกล่าว พร้อมด้วยการสร้างพื้นที่ให้แสดงออกถึงศักยภาพที่เท่าเทียมกับเพศอื่นๆ จนทำให้ในปัจจุบันได้เริ่มปรากฏให้เห็นถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งในไทยและต่างประเทศที่มีผู้นำองค์กรต่างๆ เป็นเพศสตรีทั้งในระดับภาครัฐ และเอกชนในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงสังคมที่มีความเปิดกว้างและเท่าเทียม ตลอดจนอิทธิพลในการสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคส่วนต่างๆ ได้ไม่แพ้กับเพศอื่นๆ มีปรากฏในประชาคมโลก
“สายงานหนึ่งที่มีการเติบโตของผู้หญิง คือสายงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เห็นได้ตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัยที่มีผู้หญิงเริ่มเข้าเรียนและจบการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ ต่อเนื่องถึงความสนใจในการเข้าทำงานในบริษัทด้านเทคโนโลยี และการผันตัวเป็นสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ Booking.com ซึ่งบริษัทอี-คอมเมิร์ซด้านการเดินทางและผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ได้เผยผลการสำรวจว่า ผู้หญิงหลายคนให้ความเห็นว่าการได้ทำงานด้านเทคโนโลยีนั้นจัดเป็นงานในฝัน หรืออาชีพในอุดมคติ โดยผู้หญิงทั่วโลกกว่า 4 ใน 5 ให้คำจำกัดความของงานในฝันว่าเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองร้อยละ 84 รองลงมาคือ การได้ทำงานที่ตรงความสามารถร้อยละ 83 และเป็นงานที่เลือกเส้นทางได้ด้วยตัวเองร้อยละ 81 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเช่น โอกาสในการประสบความสำเร็จที่มีมากกว่าอาชีพทั่วไป และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีทางรอด สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว”
สำหรับในส่วนของ NIA พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมา สัดส่วนการขอรับการสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมของผู้หญิงเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการสำรวจโดย สมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมทุน (Thai Venture Capital Association : TVCA) พบว่า มีผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่เป็นผู้หญิงประมาณ 17%โดยการเข้ามาของสตาร์ทอัพที่เป็นผู้หญิงได้มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างหลากหลายและน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเพื่อสังคม การบริการ สุขภาพและการแพทย์ การเกษตร รวมถึงด้านไลฟ์สไตล์ ซึ่งได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค และตอบโจทย์คุณค่าที่สังคมและภาคเศรษฐกิจต้องการ โดยเฉพาะในการเพิ่มการจ้างงาน และเป็นส่วนช่วยผลักดันนโยบายภาครัฐที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม
อย่างไรก็ดี สังคมและองค์กร ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้หญิงก้าวเข้ามามีบทบาทในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ส่งเสริมและเปิดเวทีให้ผู้หญิงได้แสดงออกถึงศักยภาพและความสามารถที่ซ่อนอยู่ เช่น การจัดเวทีแข่งขันสตาร์ทอัพ การก่อตั้งกองทุนสำหรับผู้หญิงที่มีความตั้งใจเข้าสู่วงการธุรกิจนวัตกรรม รวมทั้งการเผยแพร่คอนเทนท์ และการประชาสัมพันธ์ผู้หญิงต้นแบบ (Role Model) เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเข้าสู่สายงานดังกล่าว พร้อมลดการจำกัดความว่าผู้หญิงเหมาะสมกับอาชีพแอร์โฮสเตส พยาบาล ครู หรือแม่บ้านเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ ควรมีพี่เลี้ยง หรือครูฝึก (Mentor) ที่สามารถแนะนำว่าศักยภาพของผู้หญิงแต่ละคนคืออะไร สิ่งใดต้องลดหรือเพิ่ม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ประเทศไทยและโลกมีผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เป็นผู้หญิงมากกว่าเดิม
ด้าน นางธีรีสา มัทวพันธุ์ รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์องค์กร สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมว่า ข้อดีของการมีผู้หญิงเข้ามาทำงานในแวดวงนวัตกรรมเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ รวมทั้งบทบาทผู้นำองค์กรคือ การเติมเต็มให้บริษัทและหน่วยงานนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้หญิงค่อนข้างมีพื้นฐานเรื่องการเข้าสังคมมากกว่าผู้ชาย มีการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ได้ค่อนข้างสูง ซึ่งการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะแทบทุกองค์กรโดยเฉพาะองค์กรด้านนวัตกรรมต้องใช้คนขับเคลื่อนเป็นหลัก ดังนั้นในแง่ของการบริหารจัดการ การรับมือ รวมไปถึงการแก้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับองค์กรผู้หญิงมักจะมีสติและมีแนวโน้มที่จะสามารถรับมือได้ดีกว่าผู้ชาย จึงทำให้ส่วนใหญ่การจัดการปัญหามักมีความยืดหยุ่น สามารถลดสภาวะความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างผู้ร่วมงานได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้หญิงจะมีข้อดีดังกล่าว แต่การทำงานในแต่ละองค์กรก็ยังจำเป็นจะต้องมีสัดส่วนของผู้หญิงและผู้ชายอย่างละเท่าๆ กัน เพราะจะส่งผลให้การทำงานลงตัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละเพศย่อมมีความโดดเด่น มีความสามารถเฉพาะที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากัน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะช่วยสร้างประโยชน์ต่อองค์กรและสังคมได้อย่างสมดุล
“ความท้าทายของการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือผู้มีบทบาทสำคัญของผู้หญิงในองค์กรนั้น คือการทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างทั้งด้านความคิด การใช้ชีวิต โดยวิธีการที่จะทำให้เป็นที่ยอมรับได้นั้นจะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ รู้ว่าต้องการสร้างอะไร และเมื่อสร้างแล้วเกิดผลกระทบด้านบวกต่อสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างไร นอกจากนี้ยังจะต้องมีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนและโดดเด่น โดยเฉพาะด้านภาวะความเป็นผู้นำ เพราะปัจจุบันสังคมกำลังมองหาผู้หญิงที่มีความรอบรู้ มีทัศนคติที่ดี มีการสื่อสารที่ดี รวมทั้งเป็นคนที่เปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ และยังต้องมีความคล่องแคล่ว กระตือรือร้นที่จะหาความรู้ รวมไปถึงจะต้องเป็นผู้ที่สามารถมองเห็นอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อเวลาที่เกิดปัญหาจะต้องสามารถแก้ไขได้ทันที ไม่เพียงแต่เฉพาะสายนวัตกรรมและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ในสายงานด้านอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้เช่นเดียวกัน”
สำหรับผู้หญิงที่สนใจในสายงานด้านเทคโลยี นวัตกรรม หรือสตาร์ทอัพและต้องการการสนับสนุน จากNIA สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-0170555 เว็บไซต์ www.nia.or.th และ facebook.com/NIAThailand
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี