วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ปีนี้เป็นการครบ 40 ปีนับจากที่มีการรายงานผู้ป่วยครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพ.ศ. 2524 โดยมีการพบกลุ่มชายรักชายเป็นปอดอักเสบจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่ไม่ควรจะพบในผู้ที่แข็งแรงดีมาก่อน อีก 1 ปีต่อมา มีการให้คำนิยามของคำว่า “เอดส์” ซึ่งหมายถึงกลุ่มอาการที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เป็นภายหลัง (ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด) จนกระทั่งปีพ.ศ. 2529 ได้มีการค้นพบว่าเชื้อที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้คือ เชื้อไวรัสที่ชื่อ “เอชไอวี”
ในปีพ.ศ. 2563 คาดว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกประมาณ 37.7 ล้านคน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1.5ล้านคน สำหรับประเทศไทยมีรายงานผู้ติดเชื้อเอชไอวีครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2527 ในปีพ.ศ. 2563 คาดว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 4.8 แสนราย แต่น่าจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสมทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน
ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าของการรักษาเป็นอย่างมากถึงแม้ว่ายังไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดที่สามารถใช้กับผู้ติดเชื้อทั่วไปได้ มีแต่ในการศึกษาวิจัย ณ ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่หายขาดแล้วทั่วโลก 2 ราย โดยการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยเซลล์พิเศษที่มีความต้านทานต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่รายแรกได้เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้วด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่กลับเป็นซ้ำ การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีในขณะนี้คือ การรับประทานยาต้านเอชไอวีวันละ 1 เม็ดตลอดชีวิต และมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยาต้านเอชไอวีในระยะยาวและโรคร่วมอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติในให้ใช้ยาต้านเอชไอวีฉีดเข้ากล้ามแล้ว รวมถึงยารับประทานที่ออกฤทธิ์ยาวที่อาจจะรับประทานสัปดาห์ละครั้งที่อยู่ในการศึกษาวิจัย เพื่อแก้ปัญหาผู้ที่ไม่อยากรับประทานยาทุกวันหรือเบื่อที่จะรับประทานยาแล้ว รวมถึงผู้ที่มีปัญหาในการรับประทานยาจากการกลัวถูกตีตรา
ในส่วนของการป้องกันนั้นก็มีการวิจัยและพัฒนาไปมากเช่นกัน แม้ว่าการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับการรับเชื้อทางเพศสัมพันธ์คือ การไม่มีเพศสัมพันธ์ (ซึ่งอาจจะทำได้ยาก) รวมไปถึงการมีคู่นอนคนเดียว และการใช้ถุงยางอนามัย ในกรณีที่เป็นการติดต่อทางการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันคือ การไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ส่วนการป้องกันการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกคือ การที่มารดาได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับยาต้านเอชไอวีระหว่างการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ในผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถใช้ยาต้านเอชไอวีที่เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี (แต่ใช้เพียง 2 ชนิด) รับประทานทุกวันวันละ 1 เม็ด หรือใช้เป็นครั้งคราวเมื่อจะมีเพศสัมพันธ์ก็ได้สำหรับกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อยที่เรียกว่า “เพร็พ” (PrEP)มีการป้องกันแบบฉุกเฉินที่เรียกว่า “เพ็พ” (PEP) ในกรณีที่เพิ่งได้รับเชื้อเอชไอวี เช่น บุคลากรทางการแพทย์โดนเข็มตำระหว่างปฏิบัติงานหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่ได้ป้องกัน โดยการรับประทานยาต้านเอชไอวี 3 ชนิด ให้เร็วที่สุด เป็นเวลา 28 วัน
สำหรับผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว การป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นที่ดีที่สุดคือ การรับประทานยาต้านเอชไอวีสม่ำเสมอ เพื่อที่จะกดไวรัสในเลือดให้วัดไม่ได้ และไปพบแพทย์ตามนัดร่วมกับการป้องกันวิธีอื่นที่จะป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีดังกล่าวข้างต้น
ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560-2573 มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ลดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เหลือไม่เกิน 1,000 ราย/ปี ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหลือปีละไม่เกิน 4,000 ราย และลดการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงจากเดิมร้อยละ 90 การที่จะมุ่งสู่การยุติปัญหาเอดส์ ต้องยุติความเหลื่อมล้ำ บุคคลทั่วไปต้องไม่ตีตราและไม่เลือกปฏิบัติ ไม่รังเกียจผู้ติดเชื้อเอชไอวี และให้โอกาส
ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี