มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ อบรมอาสาสมัคร  เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยฯ อบรมอาสาสมัคร เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 90 พรรษา และในโอกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการก่อตั้งมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จึงได้จัดกิจกรรม “อบรมอาสาสมัครในโครงการพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ขึ้นเมื่อวันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 ณ ห้องประชุมหทัยนเรศวร์ ชั้น 7 มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  

 


 

กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นโครงการสำคัญในการให้ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนการบูรณาการด้านการดูแลผู้พิการทางสติปัญญา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานด้านอาสาสมัคร ในการลงพื้นที่และเข้าถึงการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง  อีกทั้งยังถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในโอกาสครบรอบ 60 ปี แห่งการก่อตั้งมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ท่านฯ ได้พระราชทานโครงการอาสาสมัครในพระราชดำริ ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 นับแต่วันนั้นมามูลนิธิฯได้น้อมนำโครงการอาสาสมัครในพระราชดำริ โดยการออกเยี่ยมผู้พิการทางสติปัญญา และครอบครัวผู้พิการทางสติปัญญา โดยช่วยเหลือด้วยการให้ความรู้ คำแนะนำ ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการดูแลผู้พิการทางสติปัญญาและครอบครัว อีกทั้งยังมอบถุงยังชีพและเงินสงเคราะห์เพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  

การจัดอบรมอาสาสมัครในโครงการพระราชดำริครั้งนี้ เป็นการบูรณาการในเชิงความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และมากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้พิการทางสติปัญญา โดยได้รับความกรุณาจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมบรรยาย ได้แก่ พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา บรรยายเรื่อง “ภาวะปัญญาอ่อน” นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคนสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย บรรยายเรื่อง “สิทธิคนพิการ” นางสาวอุ่นใจ จาวโกนันท์ นักกายภาพบำบัด ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลางบรรยายเรื่อง “กายภาพบำบัด” นายศักดา-นางนฤมล สัจจะมิตรกรรมการบริหารและรองประธานฝ่ายหาทุนมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ บรรยายเรื่อง “ประสบการณ์ของผู้ปกครองที่มีลูก เป็นเด็กบกพร่องทางสติปัญญา”  

 

 

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวว่า คุณสมบัติที่ดีของการเป็นอาสาสมัครที่ต้องดูแลบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาว่า ที่สำคัญคือ“การฟังและการให้กำลังใจ” การช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา จะเน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองและร่างกาย มากกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว การวินิจฉัยให้เร็วที่สุด และการฟื้นฟูสมรรถภาพทันทีที่วินิจฉัยได้ ซึ่งทำได้ด้วยทางการแพทย์ ทางการศึกษา ทางอาชีพ และการป้องกันในช่วงระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ และหลังคลอด จะช่วยหยุดยั้งความพิการมิให้เพิ่มขึ้น  

“เราต้องให้บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเรียนรู้ ดำเนินชีวิตอย่างทัดเทียมและมีความสุขในสังคมได้เช่นเดียวกับบุคคลปกติ ถ้าสังคมเปิดโอกาสและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม จะช่วยเอื้ออำนวยให้บุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า”  

 

 

ด้าน นายชูศักดิ์  จันทยานนท์ นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการผลักดันทางด้านกฎหมายเพื่อคนพิการว่ามี 2 ฉบับด้วยกัน ได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษาสำหรับคนพิการ และพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ  นอกจากนี้ ก็ยังกฎหมายที่สำคัญสำหรับคนพิการ 1 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สุขภาพจิต  

นายชูศักดิ์ยังแนะด้วยว่าการจะมาเป็นอาสาสมัครเพื่อดูแลคนพิการ จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับคนพิการตลอดจนสิทธิของคนพิการ เช่น 1.ประเภทของคนพิการ แบ่งออกเป็นแบบประจักษ์ : กาย ตา หู และแบบไม่ประจักษ์ : สติ ออทิสติก
แอลดี (LD : Learning Disorder=โรคการเรียนรู้บกพร่อง) และจิต 2.บัตรคนพิการ การมีบัตร คือ การมีสิทธิต่างๆ ทางกฎหมายตั้งแต่แรกเกิดไปถึงปลายทางของชีวิต 3.เบี้ยคนพิการในแต่ละช่วงอายุ เช่น คนพิการทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือคนละ800 บาทต่อเดือน และได้เพิ่มอีก 200 บาท ถ้ามีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือมีอายุไม่เกิน 18 ปี นอกจากนี้ คนพิการที่มีอายุ60-69 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 800 บาท กับเบี้ยยังชีพอีก600 บาท เท่ากับ 1,400 บาท เป็นต้น และ 4.สิทธิการรักษาพยาบาล   

ส่วน นางสาวอุ่นใจ จาวโกนันท์ นักกายภาพบำบัด ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง กล่าวถึงบทบาทของการทำกายภาพบำบัดสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาว่า มีความสำคัญในการฟื้นฟูอย่างมาก เช่น ภาวะของกระดูกและกล้ามเนื้อใช้วิธีการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอเพื่อพัฒนาขา แขน และกล้ามเนื้อให้มีการฟื้นฟู ตลอดจนการสังเกตการณ์ปวดการชาของกล้ามเนื้อไปด้วย โดยการบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ในส่วนการกายภาพด้านระบบประสาท มักจะเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดในสมอง (Stroke) ที่ต้องมีการฝึกทางกายภาพ ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไปพร้อมๆ กัน  

 

 

ต่อจากนั้น นายศักดา สัจจะมิตร คนไทยเชื้อสายอินเดีย นับถือศาสนาซิกข์ เล่าประสบการณ์ของการเป็นพ่อแม่ของลูกสาวที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามากว่า 40 ปี อย่างมีความสุขแม้จะเหนื่อยยากก็ตามที

โดยเริ่มจากพันธสัญญาทางใจที่ได้รับมอบการเลี้ยงดูลูกสาวของพี่สาวแท้ๆ ของตนมาอุปการะ แม้ว่าแพทย์ได้รายงานสรุปว่าลูกสาว “ลักษมี” เป็นดาวน์ซินโดรมและมีความพิการทางสติปัญญาและยังพบกับอาการอื่นๆ แทรกตามมาอีก คือ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ แต่นั่นไม่ทำให้ท้อแท้เลย มีแต่ความตั้งใจที่จะทำหน้าที่พ่อแม่ดูแลน้องอย่างดีที่สุด เพื่อให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แม้ว่าวันนี้น้องลักษมี อายุ 40 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 41 แล้วก็ยังไม่สามารถเคี้ยวข้าวด้วยตัวเองได้เลย ทุกอย่างต้องตำและบดให้ละเอียดทุกอย่าง การเจ็บป่วย น้องไม่สามารถอธิบายอาการได้เลย ดังนั้นต้องดูแลกันตลอดเวลา

นายศักดาและนางนฤมลตอกย้ำถึงความเชื่อส่วนตัวว่า การทำความดี ทุกสิ่งที่ดีก็จะกลับมาหาเรา รอยยิ้มของลูก คือ ความสุขของเรา ซึ่งบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ ในการทำความดีและทำให้เราอยากเดินตามรอย คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านไม่มีวันลืม รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระองค์ท่านได้รับมูลนิธิฯนี้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทำให้มูลนิธิฯ เป็นที่รู้จักและน้อมนำโครงการในพระราชดำริไปปฏิบัติต่อไป”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top