542.jpg
อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสคดี 'แอร์มีนา' ส่องเงื่อนไขลุ้นโอนตัวกลับไทย

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสคดี 'แอร์มีนา' ส่องเงื่อนไขลุ้นโอนตัวกลับไทย

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถอดรหัสคดี “แอร์มีนา” โอกาสโอนตัวมารับโทษในไทย...ในขณะที่การพลิกเป็น “เหยื่อรับหิ้ว”มีความหวังอันริบหรี่...ถอดบทเรียนเปรียบเทียบ “แอร์มาเลเซีย” 

กลายเป็นข่าวช็อกสะเทือนวงการการบินและกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที หลังมีการจับกุมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย วัย 26 ปี หรือที่สังคมเรียกันว่า “คดีแอร์มีนา” ณ สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมของกลางกระเป๋าผ้าลายช้างที่มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่


คดีนี้ไม่เพียงนำไปสู่คำถามสำคัญจากทางญาติว่า "หากศาลออสเตรเลียตัดสินจำคุกจนคดีถึงที่สุด แอร์มีนาจะสามารถโอนตัวกลับมารับโทษต่อในประเทศไทยตามสนธิสัญญาได้หรือไม่?" แต่ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงาน ป.ป.ส. ของไทย ยังเผยให้เห็นพฤติการณ์เชิงลึกที่อาจพลิกโฉมคดีนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับคดีประวัติศาสตร์ของ “ซาอิลี ไซนัล” (Zailee Zainal) อดีตแอร์ Malindo Air ชาวมาเลเซียที่ถูกตัดสินจำคุกเมื่อปี 2020 

ย้อนรอยพฤติการณ์: ความต่างของสองคดีและ "เทคนิคการซุกซ่อน"
ในโลกอาชญากรรมข้ามชาติ ลูกเรือสายการบินมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "Trusted Insiders" หรือคนในที่ได้รับความไว้วางใจจากระบบ ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดพยายามใช้ช่องโหว่นี้ แต่หากเราเจาะลึกพฤติการณ์ของทั้งสองเคส จะพบความแตกต่างที่น่าสนใจมากครับ

???????? เคสแอร์มาเลเซีย (ซาอิลี ไซนัล - ปี 2020): "เจตนาชัดเจน"

• ของกลางและการกระทำ: ขนเฮโรอีนรวมกว่า 4 กิโลกรัม โดยใช้วิธีซุกซ่อนไว้ในชุดชั้นในและขาหนีบ รอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้ถึง 8 ครั้ง

• เจตนาทางคดี: ตัวผู้ต้องหายอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่ารู้ว่าสิ่งที่ขนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย (แม้จะอ้างว่าตอนแรกคิดว่าเป็นกัญชา) มีการซักซ้อมเดินนาน 3 เดือน และใช้คำรหัสเรียกยาเสพติดว่า “ตั๋ว”

ศาลจึงตัดสินจำคุก 9 ปี 6 เดือน โดยให้สิทธิยื่นขอทัณฑ์บน (Parole) ได้หลังรับโทษจริงไปแล้วกึ่งหนึ่ง (ประมาณ 4 ปี 9 เดือน)

เคสแอร์มีนา (ลูกเรือการบินไทย - ปี 2569): "ข้อเท็จจริงล่าสุดจาก ป.ป.ส."

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงาน ป.ป.ส. ไทย หลังจากประสานงานกับฝ่ายออสเตรเลีย ข้อเท็จจริงปรากฏว่า:

• พัสดุทั้งหมด: มีกระเป๋าผ้าลายช้างรวม 12 ใบ

• ใบที่พบสารเสพติด: ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ เพียง 2 ใบเท่านั้น (อีก 10 ใบไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย)

• ลักษณะการซุกซ่อน: ยาเสพติดไม่ได้ถูกใส่ไว้ในกระเป๋าธรรมดา แต่ถูก "ซีลฝังเนียนไว้ในเนื้อผ้าของกระเป๋า" โดยใบแรกที่ผ่าตรวจพบเฮโรอีนประมาณ 900 กรัม ส่วนใบที่สองอยู่ระหว่างการ

ตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ (Lab) เบื้องต้นคาดว่าน้ำหนักรวมกันจะไม่เกินประมาณ 2 กิโลกรัม ซึ่งทางการออสเตรเลียยังคงรอผลตรวจแล็บอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันน้ำหนักสุทธิ

มุมมองทางคดีในทางพลิกผัน: แม้เฮโรอีนถูกฝังเนียนอยู่ในเนื้อผ้าเพียง 2 ใบ จากกระเป๋าทั้งหมด 12 ใบ แต่จากแนวทางการขยายผลของ ป.ป.ส. ที่พบว่าแอร์มีนาได้รับการติดต่อจ้างวานจาก

เครือข่ายให้ช่วยหิ้วกระเป๋าผ้าเหล่านี้ในราคา 8,800 บาท ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าและด้วยค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับราคากระเป๋าผ้าลายช้าง ทำให้น้ำหนักในทางต่อสู้คดีว่าเธออาจเป็น "เหยื่อที่ถูกหลอกให้หิ้วพัสดุ" โดยไม่มีเจตนาลักลอบขนยาเสพติด ดูจะริบหรี่เต็มที

หาก "แอร์มีนา" ถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุก จะขอโอนตัวกลับมารับโทษในประเทศไทยได้หรือไม่?

หลายคนตั้งคำถามว่า หากในที่สุดศาลออสเตรเลียมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ "แอร์มีนา" รับโทษจำคุกในคดีลักลอบนำเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย ญาติหรือผู้ต้องขังจะสามารถขอโอนตัวกลับมารับโทษในประเทศไทยได้หรือไม่

คำตอบคือ "ทำได้ในทางกฎหมาย" แต่ไม่ใช่สิทธิที่ผู้ต้องขังจะเรียกร้องได้โดยอัตโนมัติ 

ประเทศไทยและออสเตรเลียมี "ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลออสเตรเลียว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับโทษทางอาญา" (Agreement between the Government of Australia and the Government of the Kingdom of Thailand on the Transfer of Offenders and Co-operation in the Enforcement of Penal Sentences) ซึ่งลงนามเมื่อ 26 กรกฎาคม 2544 และมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2545 เป็นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับการโอนตัวผู้ต้องขังระหว่างสองประเทศ

ความตกลงฉบับนี้เปิดช่องให้ผู้ต้องขังที่มีสัญชาติไทยสามารถขอโอนตัวกลับมารับโทษต่อในประเทศไทยได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของความตกลงฉบับนี้ ดังนี้

1. คุณสมบัติเบื้องต้นต้องครบถ้วน
ผู้ต้องขังที่จะขอโอนตัวต้องมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
✅ เป็นผู้มีสัญชาติไทย
✅ คดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์หรือกระบวนพิจารณาที่ยังค้างอยู่
✅ ความผิดที่ถูกพิพากษาเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ (Dual Criminality) ซึ่งความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นความผิดทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย
✅ โดยหลักต้องเหลือโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปี ในวันที่มีการโอน เว้นแต่ทั้งสองประเทศจะตกลงเป็นอย่างอื่น
✅ ผู้ต้องขังต้องให้ความยินยอมโดยสมัครใจ
✅ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นที่กำหนดไว้ในกฎหมายและความตกลงรวมทั้งระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องรับโทษในประเทศผู้พิพากษา (หากกฎหมายของประเทศนั้นกำหนดไว้)

2. ต้องได้รับความยินยอมจาก "ทั้งสามฝ่าย"
การโอนตัวผู้ต้องขัง ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ จึงต้องได้รับความยินยอมจาก
???????? รัฐบาลไทย (รัฐผู้รับโอน)
???????? รัฐบาลออสเตรเลีย (รัฐผู้พิพากษา)

ผู้ต้องขัง

ฝ่ายไทยจะพิจารณาผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะอนุมัติหรือไม่ โดยคำนึงถึงข้อกฎหมายและพฤติการณ์แห่งคดี

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม การโอนตัวก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

3. โอนเฉพาะ "การรับโทษ" ไม่ใช่โอนคดี

การโอนตัวผู้ต้องขัง ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะนำคดีมาพิจารณาใหม่ หรือมีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย
อำนาจเกี่ยวกับคำพิพากษา เช่น
???? การกลับคำพิพากษา
???? การแก้ไขคำพิพากษา
???? การอภัยโทษหรือเพิกถอนคำพิพากษา
ยังคงเป็นอำนาจของประเทศออสเตรเลีย
ประเทศไทยมีหน้าที่รับช่วงการบังคับโทษต่อในเรือนจำไทย โดยการควบคุมตัว การลดวันต้องโทษ การพักการลงโทษ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวกับการบังคับโทษ จะเป็นไปตามกฎหมายไทย อย่างไรก็ตาม หากภายหลังทางการออสเตรเลียมีการดำเนินการที่ทำให้คำพิพากษาหรือโทษเปลี่ยนแปลง เช่น การอภัยโทษ การนิรโทษกรรม การลดโทษ การแก้ไขหรือเพิกถอนคำพิพากษา ประเทศไทยก็มีหน้าที่ดำเนินการให้สอดคล้องกับความตกลงระหว่างสองประเทศดังกล่าว

4. ค่าใช้จ่ายในการโอนตัว
ตามหลักของสนธิสัญญา ค่าใช้จ่ายในการโอนตัวเป็นความรับผิดชอบของ รัฐผู้รับโอน ซึ่งในกรณีนี้คือประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กฎหมายหรือระเบียบภายในของไทยอาจเปิดโอกาสให้รัฐเรียกคืนค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือบางส่วนจากผู้ต้องขังได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับในแต่ละกรณี
ดังนั้น จึง ไม่ใช่หลักของความตกลงที่กำหนดให้ญาติของผู้ต้องขังต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง

สรุป

หากในอนาคต "แอร์มีนา" ถูกศาลออสเตรเลียพิพากษาจำคุกจนคดีถึงที่สุด การยื่นคำร้องขอโอนตัวกลับมารับโทษต่อในประเทศไทย สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสนธิสัญญา และการได้รับความยินยอมจากทั้งผู้ต้องขัง รัฐบาลไทย และรัฐบาลออสเตรเลีย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การโอนตัวผู้ต้องขังเป็น "กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐ"  มิใช่ "สิทธิที่ผู้ต้องขังสามารถเรียกร้องได้โดยลำพัง"

ข้อสังเกตทางกฎหมาย

แม้กฎหมายระหว่างประเทศจะเปิดช่องให้มีการโอนตัวผู้ต้องขังได้ แต่ในทางปฏิบัติ คดียาเสพติดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลักลอบนำเฮโรอีนเข้าสู่ออสเตรเลีย ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การพิจารณาอนุมัติคำร้องจึงเป็นเรื่องของดุลพินิจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของแต่ละคดีเป็นรายกรณี ไม่อาจสรุปได้ล่วงหน้าว่าจะได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธเสมอไป

บทสรุปของคดี
ปัจจุบันคดีของแอร์มีนายังอยู่ในขั้นตอนของทางการออสเตรเลีย และรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันน้ำหนักยาเสพติดที่แน่ชัด โดยมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน 2569
แม้การพิสูจน์ "ความบริสุทธิ์" ว่าเธอเป็นเพียงเหยื่อของขบวนการข้ามชาติ จะยากเต็มที แต่หากท้ายที่สุดเธอต้องรับโทษจำคุก ช่องทางตามสนธิสัญญาไทย-ออสเตรเลียก็ยังเป็นประตูบานสุดท้ายที่จะช่วยให้เธอกลับมารับโทษใกล้ชิดครอบครัวในแผ่นดินเกิดได้ครับ 
คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ราคาแพงของคำว่า "รับจ้างหิ้วของ" ที่คนเดินทางทุกคนต้องระวังระไวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโดยเด็ดขาด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top