542.jpg
อดีตผู้พิพากษา กางกฎหมาย ทำไมสอย 3,621 รายชื่อได้ทันที ไม่ต้องรอผลคดีอาญา?

อดีตผู้พิพากษา กางกฎหมาย ทำไมสอย 3,621 รายชื่อได้ทันที ไม่ต้องรอผลคดีอาญา?

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  3,621 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ "ระบบคุณธรรม" ของข้าราชการท้องถิ่นไทย : เหตุใดต้องเพิกถอนผลการสอบแล้วตามด้วยเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องรอผลคดีอาญา?

"เมื่อผลสอบเกิดจากการทุจริต รัฐต้องรอคำพิพากษาคดีอาญาก่อน จึงจะเพิกถอนการบรรจุได้ ใช่หรือไม่?" 


นี่คือคำถามสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นภายหลังการแถลงข่าวของ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ซึ่งประกาศว่า ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะประชุมเพื่อพิจารณาเพิกถอนการบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จำนวน 3,621 ราย อันเป็นกลุ่มที่พบหลักฐานชัดเจนว่า คะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศ 

พร้อมกันนั้น กระทรวงมหาดไทยยังประกาศตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น ของผู้สมัครกว่า 400,000 คน เพื่อจัดลำดับคะแนนใหม่ทั้งระบบ 

หลายคนมองว่านี่คือการ "ล้างบางโกงสอบ" 

แต่หากมองในมุมของกฎหมายปกครอง นี่อาจเป็นคดีที่สำคัญที่สุดคดีหนึ่งของการบริหารงานบุคคลภาครัฐไทย เพราะกำลังทดสอบว่า รัฐจะสามารถแก้ไขผลของการทุจริต โดยไม่ละทิ้งหลักนิติธรรมได้หรือไม่!

นี่ไม่ใช่เรื่องของคดีอาญา แต่เป็นเรื่องของ "คำสั่งทางปกครอง"

สังคมจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า "เมื่อ ป.ป.ช. ยังสอบสวนไม่เสร็จ เหตุใดจึงเพิกถอนการบรรจุได้?" 

คำถามนี้เกิดจากการนำ "คดีอาญา" ไปปะปนกับ "กฎหมายปกครอง" ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองเรื่องมีวัตถุประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

• คดีอาญา: มุ่งลงโทษตัวบุคคลผู้กระทำความผิด จึงต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควรตามหลักประกันในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา(Criminal Due Process) ซึ่งใช้เวลานาน

• การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง: มีเป้าหมายเพื่อ "แก้ไขความไม่ชอบด้วยกฎหมายของสถานะทางปกครอง" เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

หากรัฐพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ผลสอบเกิดจากการแก้ไขคะแนนหรือกระบวนการที่ไม่สุจริต รัฐย่อมมีอำนาจเพิกถอนผลของคำสั่งนั้นได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาคดีอาญา เพราะหากต้องรอจนคดีถึงที่สุดซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี ในระหว่างนั้น ผู้ที่ไม่มีสิทธิโดยชอบจะยังคงดำรงตำแหน่งราชการและรับเงินแผ่นดินต่อไป ขณะที่ผู้สอบได้โดยสุจริตกลับต้องเสียโอกาสไปอย่างไม่อาจเรียกคืนได้ 

แต่การเพิกถอนก็ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม

การปราบปรามการทุจริต ไม่ใช่ใบอนุญาตให้รัฐละเลยขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด!

ประเด็นทางกฎหมายที่แหลมคมที่สุดในคดีนี้ และเป็นจุดที่รัฐต้องแยกให้ออก คือ การ "ประกาศผลสอบ" กับ "คำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง" ไม่ใช่คำสั่งเดียวกัน และมาจากผู้ใช้อำนาจคนละองค์กร:

1.ประกาศผลสอบและการขึ้นบัญชี: เป็นคำสั่งทางปกครองของ กสถ.

2. คำสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นรายบุคคล: เป็นอำนาจหน้าที่ของ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ละแห่ง (เช่น นายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี)

ดังนั้น หาก กสถ. กระโดดไปออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการทั้ง 3,621 คนด้วยตัวเองทันที คำสั่งนั้นจะกลายเป็นคำสั่งที่ "ออกโดยไม่มีอำนาจ" และจะเปิดช่องให้ผู้ถูกปลดฟ้องเพิกถอนคำสั่งไล่ออกต่อศาลปกครองจนรัฐอาจแพ้คดีในภายหลังได้

เพื่อให้อยู่บนรากฐานของกฎหมาย มิใช่เพียงบนแรงกดดันของสังคม ขั้นตอนที่ถูกต้องและรัดกุมที่สุดควรดำเนินการตาม Legal Workflow 4 ขั้นตอน ดังนี้ครับ:
[ขั้นตอนที่ 1]
กสถ. มีมติเพิกถอนประกาศ "รายชื่อออกจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้"
(เนื่องจากคะแนนดิบไม่ตรงกับประกาศ)

[ขั้นตอนที่ 2]
กสถ. ส่งเรื่องไปยัง 3 ก.กลาง (ได้แก่ คณะกรรมการกลาง ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการการกลาง พนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลาง พนักงานส่วนต าบล (ก.อบต.)) พิจารณาเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้ง

[ขั้นตอนที่ 3]
3 ก.จังหวัด (ได้แก่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด... (ก.จ.จ.) คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด… (ก.ท.จ.) และคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด... (ก.อบต.จังหวัด)) เพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง (ตามมาตรา 30 ของพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)

[ขั้นตอนที่ 4]
เมื่อมีมติจาก ก.จังหวัด แล้ว ให้ "นายก อปท." แต่ละแห่ง ในฐานะผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ออกคำสั่งทางปกครองเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นรายบุคคล

การเดินตามแนวทางนี้ แม้จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายไม่ให้คนทุจริตใช้ช่องโหว่เรื่อง "กระบวนการไม่ชอบ (Procedural Defect)" มาสู้คดีฉ้อฉลเพื่อกลับเข้ารับราชการได้อีก 

อย่างไรก็ตาม หากการสอบแข่งขัน เป็นการจัดสอบที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประมวลผลคะแนน อันเป็นการจัดสอบโดยผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง

เมื่อต่อมาคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) มีมติบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ และ นายกเทศมนตรีตำบล ได้อาศัยมติดังกล่าวมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ดังนั้น ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของเทศบาลตำบล และคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ซึ่งเป็นผลมาจากประกาศดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง โดยทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองนั้น จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาล

ดังนั้น คำสั่งเทศบาลตำบลที่สั่งให้พนักงานเทศบาลออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 255/2565 ประชุมใหญ่)

การตรวจข้อสอบใหม่ คือการคืนความยุติธรรมให้คน 400,000 คน

มาตรการที่น่าสนับสนุนที่สุดของกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ กลับไม่ใช่เพียงการเพิกถอนคนโกง 3,621 ราย แต่คือการประกาศตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น และจัดลำดับคะแนนใหม่ (Ranking) ทั้งระบบโดยร่วมมือกับหน่วยงานกลางที่น่าเชื่อถืออย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ สำนักงาน ก.พ.

เพราะคดีนี้ไม่ใช่เรื่องของคนที่ถูกกล่าวหาเพียงไม่กี่พันคน แต่เป็นเรื่องของผู้สมัครสอบกว่า 400,000 คน ที่ส่งใบสมัครเข้ามาด้วยความหวัง หากระบบจัดสอบแข่งขันมีความวิบัติผิดพลาดตั้งแต่ต้น การคืนความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขข้อผิดพลาดให้ตรงตามความเป็นจริงของคะแนนดิบ เพื่อให้คนสุจริตได้รับตำแหน่งที่พวกเขาควรจะได้ตั้งแต่แรก 

อีกหนึ่งบททดสอบที่น่ากังวลกว่าเดิม

ระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบกำลังดำเนินอยู่ เริ่มมีรายงานข่าวและคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวว่า มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างว่าสามารถ "วิ่งเต้น" เพื่อนำชื่อผู้มีคะแนนผิดปกติออกจากบัญชีผู้ที่จะถูกเพิกถอนได้ โดยเรียกรับเงินเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้อง 

แม้ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานของรัฐ และไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นความจริง แต่เพียงแค่การมีกระแสข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้น ก็สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดและน่ากังวลว่า เมื่อการทุจริตมีผลประโยชน์มหาศาล ก็ย่อมมีแรงจูงใจมหาศาลที่จะพยายามแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบในทุกวิถีทาง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานตรวจสอบต้องปกป้องในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษคำตอบ แต่คือ "ความโปร่งใสและน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมด" ตลอดกรอบเวลา 15 วันหลังจากนี้

นี่ไม่ใช่คดีของคน 3,621 คน แต่คือคดีของระบบราชการไทย

หลายคนอาจมองว่าข่าวนี้เป็นเพียงการเพิกถอนคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง แต่แท้จริงแล้ว คดีนี้ใหญ่กว่านั้นมาก มันคือการตัดสินว่าประเทศไทยจะยอมรับให้ "ระบบคุณธรรม" เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูในกฎหมาย หรือจะทำให้มันเป็นหลักการที่จับต้องได้และใช้ปฏิบัติจริง

หากรัฐดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้อำนาจโดยองค์กรที่มีอำนาจโดยชอบธรรม และตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส คดีนี้จะกลายเป็น หมุดหมายและบรรทัดฐานครั้งประวัติศาสตร์ ของการบริหารงานบุคคลภาครัฐไทย

แต่หากรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทย แม้จะมีเจตนาที่ดีในการปราบโกง แต่กลับเลือกใช้วิธีลัด ละเลยขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด คำสั่งที่ออกไปก็อาจถูกศาลปกครองสั่งเพิกถอนในอนาคต และความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการปราบปรามทุจริตก็อาจพังทลายลงไปพร้อมกัน 

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ไม่ใช่เพียงการเห็นผู้กระทำผิดถูกลงโทษประจานชั่วข้ามคืน หากแต่ต้องการเห็นระบบที่มั่นใจได้ว่า ตำแหน่งราชการทุกตำแหน่งในประเทศนี้ จะเป็นของผู้ที่ได้มาด้วยความรู้ ความสามารถ และความสุจริตอย่างแท้จริง ไม่ใช่ด้วยเงินหรืออิทธิพลของใคร

เพราะนั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ระบบคุณธรรม" และคือรากฐานของ "หลักนิติธรรม" ที่สังคมไทยพึงยืนหยัดรักษาไว้ ไม่ว่าการปราบปรามทุจริตจะเข้มข้นเพียงใดก็ตาม 


วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
17/7/69
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top