วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกเกมกฎหมายคดี "ทนายตั้ม": เมื่อศาลไม่ถอนประกัน แต่เดินเกม "ดัดหลัง" ด้วยเงื่อนไขเหล็ก!
จากกระแสข่าวเด่นเมื่อวานนี้ (30 มิถุนายน 2569) ศาลอาญาได้มีคำสั่งในการไต่สวนคำร้องคดีประวัติศาสตร์ โดย "ยกคำร้องขอเพิกถอนประกัน" นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ที่ฝั่งโจทก์ร่วม (นางจตุพร อุบลเลิศหรือเจ๊อ้อย) ได้ยื่นร้องไว้ แต่ทว่า... ศาลไม่ได้ปล่อยผ่าน เพราะได้ทำการ "บีบวงล้อม" ด้วยการเพิ่มเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ (ตามคำขอของฝั่งโจทก์ร่วม) อย่างเข้มงวด ชนิดที่เรียกว่า "ตัดปากเสียง" ของจำเลยในการเล่นเกมสื่อไปโดยปริยาย!
คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ชั้นดีในทางวิธีพิจารณาความอาญา ที่สะท้อนดุลพินิจของศาลและการต่อสู้ด้วยหลักกฎหมายลักษณะพยาน มาแกะรอย 3 ประเด็นสำคัญที่คุณอาจมองข้ามกันครับ
1. คำสั่งศาลวันนี้: ไม่ใช่การ "อ่อนข้อ" แต่คือการ "ขีดเส้นตาย"
หลายคนอาจรู้สึกขัดใจว่าทำไมศาลถึงยังให้โอกาสและไม่จับจำเลยขังคุกทันที? แต่ในทางกฎหมาย การสั่งเพิ่มเงื่อนไขโดยห้ามมิให้จำเลยไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือนำพยานหลักฐานในคดีออกมาวิจารณ์ในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือกระทำการใดอันอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด พร้อมกำชับทิ้งท้ายว่า "หากฝ่าฝืนจะเพิกถอนประกันทันที" ถือเป็นการเดินเกมของศาลได้เหมือนกัน
• ศาลเลือกใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักตาม ป.วิ.อ. มาตรา 108 วรรคสาม
• บันทึกคำแถลงของตัวจำเลยเองไว้เป็นหลักฐานว่า "จะไม่ทำอีก" เพื่อปิดทางโต้แย้งในอนาคต
• หลังจากนี้หากจำเลยขยับตัวพาดพิงคดีออกสื่อแม้เพียงนิดเดียว ศาลสามารถสั่งขังได้ทันทีโดยที่จำเลยไม่มีข้ออ้างเรื่องการจำกัดเสรีภาพเกินกว่าเหตุอีกต่อไป
2. ย้อนรอย Red Flag: สิ่งที่ศาล "ควรทำ" ตั้งแต่วันแรก?
หากย้อนกลับไปในวันฟังคำพิพากษา (11 มิถุนายน 2569) ที่ศาลสั่งจำคุกทนายตั้ม 5 ปี 12 เดือน ในคดีฉ้อโกงมาดามอ้อย สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากคือ ถ้อยแถลงชวนคิดของจำเลยในห้องพิจารณาคดีที่ระบุว่า:
“ขอให้นำคดีนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้”
ในมุมมองทางวิชาการกฎหมาย พฤติการณ์ท้าทายระบบชั่งน้ำหนักพยานเช่นนี้ ถือเป็น สัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่ชัดเจนในระดับหนึ่งว่าอาจมีการใช้พื้นที่สื่อในการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือด้อยค่ากระบวนการยุติธรรมหลังได้ประกันตัว ดังนั้น ศาลจึง "ควร" ใช้อำนาจตามมาตรา 108 วรรคสาม กำหนดเงื่อนไขห้ามยุ่งเหยิงพยานและห้ามออกสื่อวิจารณ์คดีตั้งแต่วันแรก แทนที่จะกำหนดเพียงแค่ "ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ" จนเปิดช่องให้จำเลยเดินสายออกรายการทีวีข่มขู่หรือวิจารณ์พยาน และด้อยค่าศาลจนเกิดความเสียหายไปแล้วในวงกว้าง
3. ทลายวาทกรรม: "พยานนิติวิทยาศาสตร์" สู้พยานบุคคลไม่ได้จริงหรือ?
คำแถลงของทนายตั้มในห้องพิจารณาคดีในวันฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ถือเป็นความคลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายลักษณะพยานอย่างสิ้นเชิง! เพราะในความเป็นจริง:
• ไม่มีคำนี้ในกฎหมายไทย: ตัวบทกฎหมายมีเพียงคำว่า "พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์" (ป.วิ.อ. มาตรา 131/1) และคำให้การของผู้เชี่ยวชาญถือเป็นเพียง "พยานความเห็น" ซึ่งศาลไทยใช้ระบบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยเสรี ไม่ได้ถูกผูกมัดว่าต้องเชื่อตามนั้นเสมอไป (ตามแนวฎีกาที่ 1231/2506)
• ศาลไม่ได้เชื่อพยานบุคคลลอย ๆ: เมื่อแกะคำพิพากษาคดีทนายตั้ม จะพบว่าศาลขับเคลื่อนด้วย "พยานเอกสารและพยานดิจิทัล" อย่างแน่นหนา เช่น สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบังหน้า และเส้นทางการโอนเงินไลน์คดีรถเบนซ์ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่มัดเจตนาทุจริตอย่างดิ้นไม่หลุด
• ศาลใช้หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย: ในกระทงเงิน 39 ล้านบาท ศาลสั่งยกฟ้องเพราะตรวจสอบภาพแชตไลน์แล้วพบว่ามีการเจรจาธุรกิจจริง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง สะท้อนว่าศาลพิพากษาตามความจริงของพยานหลักฐาน ไม่ใช่การเลือกข้างเชื่อพยานบุคคลอย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง
บทสรุป: ในกระบวนการยุติธรรมของระบอบเสรีประชาธิปไตย ไม่มีพยานประเภทใดชนะฟาวล์โดยอัตโนมัติ ความยุติธรรมเกิดขึ้นจากการร้อยเรียงพยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานบุคคลเข้าด้วยกันอย่างมีตรรกะ และคำสั่งศาลในวันนี้คือบทพิสูจน์ว่า "แม้เกมสื่อจะเสียงดังแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องสยบลงด้วยกรอบแห่งกฎหมาย" ครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี