วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุใสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กกต. เป็นเพียง "ผู้พิจารณาสำนวน" จริงหรือ? เมื่อภาษา PR ของ กกต. อาจสะท้อนบทบาทที่แคบกว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
จากคำชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับขั้นตอนการพิจารณาคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ระบุว่า จะพิจารณาสำนวนให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคม (มีรายงานข่าวล่าสุดว่า อาจขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน) พร้อมเน้นย้ำสาระสำคัญว่า "กกต. มิใช่พนักงานไต่สวน แต่มีหน้าที่พิจารณาสำนวนจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ตามกฎหมาย"
หากฟังเพียงผิวเผิน ถ้อยคำดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นการยืนยันความวางตัวเป็นกลางและยึดมั่นในพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด แต่หากเราพลิกดู รัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 อย่างละเอียด จะพบมุมมองและข้อสังเกตที่ชวนคิดว่า กฎหมายออกแบบให้ กกต. ทำหน้าที่เพียงแค่นั่งรอตรวจสำนวนจริงหรือ?
1. "เจ้าของอำนาจ" กับ "กลไกช่วยปฏิบัติงาน"
ต้องยอมรับว่าถ้อยคำที่ว่า “กกต. มิใช่พนักงานไต่สวน” ไม่ใช่ข้อความที่ผิดในทางเทคนิค เพราะ พ.ร.ป. กกต. มาตรา 42 ได้เปิดทางให้ กกต. สามารถแต่งตั้งเลขาธิการหรือพนักงานของสำนักงานฯ เป็น "เจ้าพนักงาน" เพื่อทำหน้าที่สืบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดี โดยให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
แต่การที่กรรมการ กกต. ไม่ใช่เจ้าพนักงานไต่สวนผู้ลงมือสอบปากคำเองในภาคสนาม ไม่ได้แปลว่า กกต. ไร้อำนาจหรือปราศจากหน้าที่ในการไต่สวน
• อำนาจแท้จริงเป็นของคณะกรรมการ: รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า “เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควร” และแม้แต่ มาตรา 42 ของ พ.ร.ป. กกต. เอง ก็ขึ้นต้นด้วยการให้อำนาจแก่ "กรรมการ" ก่อนที่จะกล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าพนักงานด้วยซ้ำ
• การแต่งตั้งคือการแบ่งเบา ไม่ใช่การโอนตัดขาด: การแต่งตั้งพนักงานเป็นเพียงกลไกเพื่อประสิทธิภาพและความรวดเร็ว เจ้าพนักงานเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่ "เจ้าของอำนาจ" ที่แท้จริงยังคงเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง
2. คำว่า "ภายใต้การกำกับ" และ หน้าที่ "จะต้อง" ดำเนินการ
ในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กกต. ได้วางกรอบการทำงานเชิงรุกไว้อย่างรัดกุมผ่าน 2 บทบัญญัติสำคัญ:
รธน. มาตรา 224 วรรคสอง: กำหนดว่าแม้จะมอบหมายให้คณะบุคคลดำเนินการสืบสวนไต่สวน ก็ต้องอยู่ "ภายใต้การกำกับของกรรมการการเลือกตั้ง" นั่นหมายความว่า กกต. ไม่อาจตัดขาดตนเองออกจากการค้นหาความจริง แล้วตั้งรับเพียงรออ่านรายงานผลที่ส่งมาถึงโต๊ะประชุมเท่านั้น
พ.ร.ป. กกต. มาตรา 22 วรรคสอง: ใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นว่า “ให้ถือเป็น หน้าที่และอำนาจ ของคณะกรรมการที่ จะต้อง ดำเนินการสอดส่อง สืบสวน หรือไต่สวน...” คำว่า "จะต้อง" สะท้อนว่านี่คือ "ภาระหน้าที่ตามกฎหมาย" ที่ถูกออกแบบมาให้ กกต. ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความสุจริตเที่ยงธรรมเชิงรุก (Proactive Guardian) ไม่ใช่องค์กรตั้งรับ (Passive Body)
ดังนั้น หาก กกต. เห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนยังไม่ครบถ้วน หรือยังมีข้อสงสัยที่ต้องแสวงหาความจริงเพิ่มเติม กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่กลับเปิดช่องให้ กกต. สั่งไต่สวนเพิ่มเติม ชี้ช่องพยานหลักฐาน หรือดำเนินการไต่สวนเองได้ตลอดเวลา
3. ยุทธศาสตร์ PR เชิงรับ กับการตั้งการ์ดสูง
คำถามสำคัญคือ เหตุใดสำนักงาน กกต. จึงเลือกสื่อสารเน้นย้ำว่าตนเองเป็นเพียง "ผู้พิจารณาสำนวน"?
• มิติทางการบริหารและ PR: การวางตำแหน่งองค์กร (Positioning) ให้เป็นเหมือน "ผู้พิพากษา/องค์กรชี้ขาด" (Adjudicator) มากกว่า "ผู้สืบสวนหาข่าว" (Investigator) ช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง ลดความเสี่ยงจากการถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้ง และป้องกันไม่ให้ถูกครหาว่าลงไปชี้นำการรวบรวมพยานหลักฐาน
• ข้อจำกัดเชิงภาพลักษณ์: การสื่อสารที่แคบเกินไปอาจกลายเป็นเกราะบดบังศักดิ์ศรีขององค์กร เพราะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า กกต. กำลังปฏิเสธภาระหน้าที่เชิงรุก และวางตนเป็นเพียง "คนตรวจเอกสาร" ที่พิจารณาเฉพาะเท่าที่ส่งมาถึงมือ
4. ความเป็นอิสระที่ต้องมาพร้อมกับ "การเค้นหาความจริงอย่างถึงที่สุด"
การที่ กกต. ยืนยันว่าจะใช้อำนาจโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือกดดัน ถือเป็นหลักการที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรอิสระ
ทว่าในคดีสำคัญที่สังคมและประชาชนจับตาดูทั้งประเทศ "ความเป็นอิสระ" เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่น หากกระบวนการแสวงหาความจริงยังถูกตั้งคำถามว่า ได้ใช้ "อำนาจและหน้าที่ทุกประการ" ที่รัฐธรรมนูญมอบไว้ให้อย่างเต็มกำลังแล้วหรือยัง
นอกจากนี้ กกต. ยังมีภาระพิสูจน์สำคัญในการก้าวข้ามข้อครหาเรื่อง 'ร่มเงาทางการเมือง' หรือภาพจำ 'สายน้ำเงิน' ในสายตาประชาชน เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและพิสูจน์ว่าองค์กรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ 'สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม' อย่างแท้จริง ตามคำประกาศขององค์กร
บทสรุป:
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า กกต. เป็นหรือไม่เป็น "พนักงานไต่สวน"
แต่อยู่ที่ว่า กกต. ได้ใช้อำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ในการสอดส่อง สืบสวน ไต่สวน และกำกับกระบวนการค้นหาความจริงอย่างครบถ้วนแล้วหรือยัง ก่อนที่จะลงมติตัดสิน
เพราะความยุติธรรมและความสุจริตของการเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากคำยืนยันเรื่อง "ผลลัพธ์" หรือ "ความเป็นอิสระ" เท่านั้น แต่เกิดจาก "กระบวนการที่ทำให้สังคมเชื่อมั่นได้ว่า ความจริงได้รับการค้นหาอย่างเต็มกำลังของกฎหมาย"
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
29/7/69
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี