วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 5,924 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ "ระบบคุณธรรม" ของข้าราชการท้องถิ่นไทย: เหตุใด กสถ. จึงรื้อบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ แต่การฟื้นฟูความเป็นธรรมยังไม่สิ้นสุด
"ข่าววันนี้อาจเป็นเพียงการเพิกถอนประกาศผลสอบ แต่ในทางกฎหมาย สิ่งที่กำลังถูกทดสอบ คือหลักนิติธรรมของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นทั้งระบบ"
มติของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กลายเป็นกระแสสังคมที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ กสถ. มีมติยกเลิกประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และเตรียมจัดทำบัญชีใหม่ หลังตรวจสอบคะแนนของผู้เข้าสอบจริง 279,949 คน และพบผู้มีคะแนนผิดปกติจำนวนสูงถึง 5,924 คน
หลายคนมองว่านี่คือการ "ล้างบัญชีสอบ" เพื่อปราบโกง แต่หากมองในทางนิติศาสตร์ เรื่องนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะมันคือบททดสอบครั้งสำคัญว่า "รัฐจะฟื้นฟูระบบคุณธรรมด้วยวิธีที่ชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่"
1. ตัวเลขที่บอกว่า ปัญหาไม่ได้เกิดกับคนเพียงไม่กี่คน (วิกฤตเชิงระบบ)
ข้อเท็จจริงที่ กสถ. แถลง มีนัยสำคัญเชิงสถิติอย่างยิ่ง:
• จำนวนผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว 3 รุ่น: 14,988 คน
• จำนวนผู้ที่ตรวจพบคะแนนผิดปกติ: 5,924 คน
เมื่อคำนวณแล้ว เท่ากับมีผู้พบความผิดปกติคิดเป็นประมาณ 39.5 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ 2 ใน 5 ของผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งทั้งหมด!
ตัวเลขเกือบครึ่งหนึ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่ข้อผิดพลาดส่วนบุคคลหรือทุจริตเฉพาะราย หากแต่สั่นคลอนความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของการจัดลำดับคะแนนทั้งระบบ (Systemic Issue) เมื่อข้อสงสัยกระทบต่อ "รากฐาน" ของการสอบ การแก้ไขจึงย่อมแตกต่างจากการเพิกถอนสิทธิของบุคคลเพียงไม่กี่ราย
2. กสถ. เลือกแก้ปัญหาที่ "ต้นน้ำ" เพื่อคืนความธรรม
จากมติที่แถลงต่อสาธารณะ จะเห็นว่า กสถ. เลือกที่จะสะบั้นปมปัญหานี้จากจุดเริ่มต้น โดยมิได้มุ่งเป้าไปที่การเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งปลายทางทีละราย แต่เลือกดำเนินการที่ "ต้นน้ำ" ของกระบวนการ คือ:
1.ยกเลิกประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เดิมทั้งหมด
2. ตรวจนับคะแนนใหม่ทั้งหมดจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง
3. จัดทำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ โดยตัดรายชื่อ 5,924 คนที่มีคะแนนผิดปกติออกไป
ข้อดีของการจัดการที่ต้นน้ำแบบ Re-ranking (จัดลำดับใหม่) ในลักษณะนี้คือ มันจะไม่กระทบสิทธิของกลุ่มคนสุจริตเดิมจำนวน 9,064 คน ที่คะแนนถูกต้อง เพราะเมื่อหักยอดผู้ผิดปกติออกไป คนสุจริตที่เหลือย่อมมีโอกาสขยับขึ้นสู่ลำดับที่สูงขึ้น และเปิดโอกาสให้ตัวสำรองที่คะแนนผ่านเกณฑ์จริง ๆ ได้เข้าแทนที่ เป็นการฟื้นฟูความเป็นธรรมให้แก่ผู้เข้าสอบอย่างแท้จริง
3. การรื้อบัญชี ยังไม่ใช่การสิ้นสุดของกระบวนการ
ในทางกฎหมายปกครอง ผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้วมิได้มีฐานะทางกฎหมายผูกพันอยู่กับ "บัญชีผู้สอบแข่งขันได้" เพียงอย่างเดียว แต่ภายหลังการขึ้นบัญชี ยังมีนิติกรรมและกระบวนการทางปกครองเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ ได้แก่ มติขององค์กรบริหารงานบุคคลระดับจังหวัด (ก.จังหวัด), การเรียกรายงานตัวเพื่อบรรจุ, และคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
ดังนั้น การรื้อบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ กสถ. จึงเป็นเพียงการแก้ไข "สารตั้งต้น" ของปัญหา ส่วนการดำเนินการต่อจากนั้นย่อมต้องเป็นไปตามโครงสร้างอำนาจที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า "ใครมีอำนาจ" แต่คือ "แต่ละองค์กรควรใช้อำนาจในขั้นตอนใด เพื่อให้การฟื้นฟูระบบคุณธรรมเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย"
4. รอยร้าวในตัวบท: กฎหมายเขียนไว้เช่นไร?
หากพิจารณาตาม ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 ข้อ 30 มีการวางเส้นแบ่งอำนาจไว้ค่อนข้างชัดเจน:
• ข้อ 30 วรรคหนึ่ง: ก่อนประกาศผลสอบ -> ให้ กสถ. มีอำนาจระงับหรือยกเลิกการสอบ
• ข้อ 30 วรรคสอง: เมื่อประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้แล้ว -> กำหนดให้สิทธิอำนาจนั้นตกเป็นของ ก.จ. ร่วมกับ ก.ท. และ ก.อบต. (3 ก.กลาง)
ในขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (มาตรา 49) ก็บัญญัติว่า เมื่อผู้ออกคำสั่งทางปกครองพบว่าคำสั่งเดิมมีข้อมูลบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ย่อมมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้
แต่ยังคงมีปัญหาทางกฎหมายต่อไปว่า เมื่อมีการขึ้นบัญชีและบรรจุไปแล้วถึง 3 รุ่น การที่ กสถ. มีมติโละบัญชีเองโดยระบุว่าจะส่งให้ที่ประชุม ก.กลาง ในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้เพื่อ "รับทราบ" เท่านั้น จะเป็นการใช้อำนาจที่ข้ามขั้นตอนหรือไม่?
หากจะให้อุดรอยรั่วนี้ได้อย่างสมบูรณ์ กระบวนการขั้นต่อไปหลังจาก กสถ. เคลียร์รายละเอียดภายใน 15 วันเสร็จสิ้น ควรเป็นการส่งเรื่องให้ 3 ก.กลาง "เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” ไม่ใช่ส่งไป “เพื่อทราบ” เพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นการสวมสิทธิและรับรองความถูกต้อง (Ratification) ซึ่งจะสร้างฐานอำนาจที่มั่นคงและปลอดภัยให้แก่ 3 ก.จังหวัด (ได้แก่คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด... (ก.จ.จ.) คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด… (ก.ท.จ.) และคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด... (ก.อบต.จังหวัด)) และ นายก อปท. ปลายทางในการออกคำสั่งให้ผู้ทุจริตพ้นจากราชการต่อไป
5. แนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (ประชุมใหญ่): กุญแจไขทางตัน
อย่างไรก็ดี หากคดีนี้ถูกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบฟ้องร้องต่อศาลปกครอง "ไม้ตาย" สำคัญที่ฝ่ายปกครองจะนำมาใช้เป็นข้อต่อสู้หลักเพื่อก้าวข้ามปมปัญหาเรื่องฐานอำนาจ คือ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 255/2565 (ประชุมใหญ่) ซึ่งวางหลักการอันทรงคุณค่าไว้ว่า:
"หากการสอบแข่งขันเป็นการจัดสอบที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประมวลผลคะแนน อันเป็นการจัดสอบโดยผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ประกาศขึ้นบัญชีและคำสั่งบรรจุแต่งตั้งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว ย่อมเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง โดยทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่เคยมีการออกคำสั่งนั้นเลยตั้งแต่แรก (Nullity) จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งบรรจุ และคำสั่งของท้องถิ่นที่สั่งให้ออกจากราชการ ย่อมเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย"
หลักกฎหมายจากที่ประชุมใหญ่นี้ ทำให้ข้อพิพาทในคดีนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงเรื่อง "อำนาจขององค์กร" หากแต่พุ่งเป้าไปที่ "ผลทางกฎหมายของประกาศรายชื่อขึ้นบัญชีเสียไป" ซึ่งฝ่ายปกครองสามารถใช้ยันได้ว่า คำสั่งบรรจุเดิมเสียไปตั้งแต่ต้นเพราะระบบประมวลผลคะแนนบิดเบือนอย่างร้ายแรง
6. บททดสอบระหว่าง "หลักนิติธรรม" กับ "การปราบปรามการทุจริต"
หากพิเคราะห์ให้ลึกลงไป สิ่งที่สังคมกำลังเฝ้าดูและคาดหวังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่การได้เห็นว่า กสถ. หรือกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจล้นพ้นเพียงใด
หากแต่คือการที่ หน่วยงานของรัฐจะสามารถฟื้นฟูความถูกต้องของระบบสอบแข่งขัน โดยดำเนินกระบวนการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอนได้หรือไม่
เพราะคดีนี้กำลังทดสอบดุลยภาพระหว่าง "การปราบปรามการทุจริต" กับ "หลักนิติธรรม" ว่าจะสามารถเดินเคียงคู่กันไปได้ไกลแค่ไหน หากรัฐปราบปรามการทุจริตโดยละเลยหลักกฎหมายและวิธีปฏิบัติราชการที่ถูกต้อง เนื้อร้ายของการใช้อำนาจโดยมิชอบย่อมจะเข้ามากัดเซาะความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ต่างจากการปล่อยให้การทุจริตดำรงอยู่ฉะนั้น
บทส่งท้าย
การโกงสอบเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่กระบวนการล้างบางผลของการโกงสอบก็ต้องดำเนินไปภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างสง่างามเช่นเดียวกัน
มติของ กสถ. ในวันนี้ จึงเป็นเพียงกระดุมเม็ดแรกของกระบวนการฟื้นฟูระบบคุณธรรมอันยาวไกล ปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับความรอบคอบในการใช้อำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้องในก้าวถัดๆ ไป และหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ท้ายที่สุด ศาลปกครอง ย่อมเป็นผู้วางบรรทัดฐานว่า การล้างบางครั้งนี้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมเพียงใด
เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมไทยควรได้รับ ไม่ใช่เพียงคำตอบว่า "ใครโกงสอบ" หากแต่ต้องเป็นความมั่นใจว่า รัฐไทยมีความสามารถและมีวุฒิภาวะพอที่จะปกป้อง "ระบบคุณธรรม" ได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้ง "หลักนิติธรรม" แม้แต่ก้าวเดียว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี