วงเสวนาค้าน‘นำกัญชากลับสู่ยาเสพติด’  ชี้ปั่นกระแสกลัวเกินจริงหวั่นทำลายภูมิปัญญา

วงเสวนาค้าน‘นำกัญชากลับสู่ยาเสพติด’ ชี้ปั่นกระแสกลัวเกินจริงหวั่นทำลายภูมิปัญญา

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

เครือข่ายภาคประชาชน นำโดย สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เครือข่ายประชาชนเพื่อการมีกฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มหมอยาพื้นบ้าน จัดเวทีเสวนาในรูปแบบ “สภาประชาชน” โดย Live สด ผ่านเพจ“กัญชาทีวี” เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมาโดย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล กรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงพ.ศ. … และเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยกล่าวว่า บรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.กัญชา แบ่งเป็น2 ประเด็นคือ

1.ความไม่เข้าใจในข้อมูล และ 2.เลือกใช้ข้อมูลมากเพื่อสนับสนุนเป้าหมายความต้องการของตนเอง คือต้องการให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ดังนั้นในการพิจารณาจึงมีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการหยิบยกปรากฏการณ์ สรุปผลภาพรวมของประเทศเพื่อต้องการเบี่ยงเบนให้ พ.ร.บ.กัญชา มีปัญหาเพื่อหวังผลทางการเมือง จะเห็นว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการใช้เวลาพิจารณามาตรา 3 หลายชั่วโมงและไม่ลงมติ โดยมี 2 มาตราที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 15 ปลูกเพื่อขายและมาตรา 18 ปลูกใช้ในครัวเรือน ซึ่งทั้งสองมาตรานี้ควรคงไว้


“ที่เบี่ยงเบนว่าหากชาวบ้านปลูกได้ 15 ต้น ก็จะทำให้ประชาชนติดกัญชากันทั้งประเทศ ซึ่งมายาคติเหล่านี้ ได้ขยายกันไปเยอะในสังคม และสร้างปรากฏการณ์ในทางลบขึ้นมากในฐานะกรรมาธิการฯ มาตรา 18 สำคัญมาก เพราะเป็นสิทธิหลักประชาชนที่มีสิทธิใช้กัญชาในครัวเรือน ส่วนการที่จะเอากัญชาไปทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ก็จะมีหลักเกณฑ์ในการควบคุม และขอยืนยันว่ากัญชาเสรี ไม่ได้ถูกพูดถึงใน พ.ร.บ.ฉบับนี้เลย” ประสิทธิ์ชัย ระบุ

ขณะที่ พ.ต.ท.(หญิง) ฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ คณะทำงานภาคีเครือข่ายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ในฐานะที่ทำเรื่องเกี่ยวกับประชาชนมาตั้งแต่ต้นและในภาคีเครือข่ายฯ เองก็มุ่งเน้นเรื่องนี้มาก จึงอยากให้ประชาชนสามารถใช้กัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย โดยหากไม่ผ่านมาตรา 18ประชาชนทั้งประเทศก็คงผิดกฎหมายกันหมด ทั้งนี้ หากกังวลว่าประชาชนจะใช้กัญชาในทางที่ผิด เหตุใดเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาจึงไม่ออกแบบให้การศึกษา หรือออกแบบในการควบคุมกำกับการใช้ไว้ ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขเองก็มีการเยี่ยมบ้าน มีบุคลากรใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว

“ประชาชนต้องมีสิทธิปลูกกัญชาโดยถูกกฎหมาย แต่กลไกการควบคุมต้องออกแบบมา โดยมีบุคลากรสาธารณสุข เป็นผู้กำกับและอบรมบุคลากรเพื่อให้เข้าใจ และมีการนำระบบกำกับที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมาใช้ หากออกแบบได้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีใครอยากทำร้ายตัวเองหรอก ทุกคนก็อยากใช้ของดีๆ แล้วในส่วนของเยาวชนท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วง ก็ไปให้การศึกษาอบรมเขา เพราะสมัยก่อน เขาก็ใช้กัญชากันทุกบ้านทำไมพวกเขาจึงเติบโตกันมาได้” พ.ต.ท.(หญิง) ฐิชาลักษณ์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงข้อกังวลที่ว่ากัญชาจะทำให้เยาวชนจะติดยาเสพติดกันทั้งประเทศ ว่า ไม่ได้อิงข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างหนักแน่นเพียงพอ ซึ่งจากการวิจัยที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกาพบว่า กัญชา ทำให้การใช้ยาเสพติดชนิดอื่นลดน้อยลง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดของโลกยืนยันว่า เมื่อจะลำดับการเสพติดของสารเสพติดทั้งหลายถือว่า กัญชาเป็นมีฤทธิเสพติดน้อยกว่ากาแฟ ดังนั้นการจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติด จึงเป็นสิ่งไม่สมเหตุสมผล การกำหนดโทษ จึงไม่สอดคล้องกับการเสพติด

“ผลกระทบที่ตามมา นอกจากไม่สามารถเข้าถึงกัญชาได้แล้ว ประชาชนยังถูกจับเข้าคุก โดนปรับ ทำลายเศรษฐกิจของครอบครัว ทำลายชาติและเยาวชน คนเหล่านี้จะเกิดผลกระทบทางสังคมมากมาย ไม่มีการอบรมเลี้ยงดู เข้าไม่ถึงการศึกษา เนื่องจากพ่อแม่ติดคุก ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริงแล้ว ยังส่งในทางตรงกันข้ามคือการใช้ยาเสพติดทำร้ายเยาวชนมากกว่าปกป้อง” รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ กล่าว

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร กล่าวว่า ประเทศไทยมีภูมิปัญญาการใช้กัญชาที่ไม่มีที่ไหนในโลกใช้กัญชาทุกส่วน ใบ ต้มกินแก้ปวด ทำให้นอนหลับ กิ่งก้านใบใช้เป็นยาอบหลังคลอด ราก ต้มกินให้ร่างกายอบอุ่น เช่น น้ำมันกัญชาทั้ง 5ของลุงดำ แก้ปวด ช่วยให้นอนหลับ ดังนั้นควรให้ประชาชนทำยารักษาตนเองได้ แค่แก้นอนไม่หลับก็คุ้มแล้ว ซึ่งยานอนหลับแผนปัจจุบันเข้าถึงยากและทำให้เสพติดด้วย

“เหตุที่ประชาชนต้องปลูกเองทำยาเองเพราะหมอแผนปัจจุบันไม่จ่ายยาจากกัญชาอยู่แล้ว เข้าถึงยากมาก รอยาที่มีทะเบียนก็มีราคาแพงและไม่มีตำรับที่ผ่านออกมาได้ ซื้อกัญชาใต้ดินก็เสี่ยงกับยาฆ่าแมลงและโลหะหนักประชาชนต้องมีสิทธิปลูกกัญชารักษาตนเองซึ่งมีการจำกัดจำนวนต้น มีสิทธิที่จะเอามาทำยา ใส่ในอาหารซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทย เชื่อว่าสังคมไทยต้องมีปัญญาที่จะใช้ประโยชน์จากส่วนดีและควบคุมผลกระทบ” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้สภาฯ รีบพิจารณา พ.ร.บ.กัญชา ให้เสร็จภายใน 21 ธ.ค. 2565 เนื่องจากในชั้น กมธ. ถกกันมามากและมีการสงวนคำแปรญัตติไว้อยู่แล้ว พอมาถึงสภาใหญ่ อาจจะมีความเห็นอื่นที่แตกต่าง แต่ในทางการเมือง วิป รัฐบาล ก็ลงมติแล้วว่า ต้องช่วยกันผ่านร่าง พ.ร.บ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาใช้เวลาในการพิจารณาหลายชั่วโมงผ่านไม่กี่มาตรา แสดงให้เห็นชัดเจนว่าต้องการเตะถ่วง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สงครามกัญชาจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ เพราะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มการเมือง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top