คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.30 น.

“เมื่อตอนที่ผมหงายไพ่ และบอกว่า เอาล่ะ ไปกัน

พวกเขาก็บอกว่า “ไม่ เขาจะไม่หาเสียง”

มันแค่ประมาณเดือนที่แล้วนี่เอง ที่ผมประกาศ

อย่างที่คุณทราบ ผมมีเวลาอีก 2 ปี

พวกเขาบอกว่า “เขาไม่ได้ทำการชุมนุม

เขาไม่ได้หาเสียง บางทีเขาอาจจะข้ามขั้นตอนไปเลย”

ไม่ใช่ครับ ตอนนี้ผมเริ่มโมโหแล้ว และตอนนี้ผมมุ่งมั่นยิ่งกว่าที่เคยมีมาด้วยซ้ำ”

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเดินหน้าหาเสียงในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันในการสู้ศึกกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2024 โดยเขาได้ปราศรัยที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเซาท์แคโรไลนา เป็น 2 รัฐแรก พร้อมกล่าวโจมตีความอ่อนแอ และไม่เด็ดขาดของ โจ ไบเดน ผู้นำคนปัจจุบัน ว่ากำลังนำเราเข้าสู่ขอบเหวแห่งสงครามโลกครั้งที่ 3 จากการสนับสนุนยูเครนในสงครามกับรัสเซียแต่ตัวเขาจะนำสันติสุขกลับมาด้วยความเข้มแข็ง จะทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

ทรัมป์กล่าวขณะแนะนำทีมบริหารของเขาในรัฐเซาท์แคโรไลนาว่า จะร่วมสะสางเป้าหมายที่ยังทำไม่เสร็จในการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยกัน และยังได้ประกาศนโยบายการหาเสียง ซึ่งมีประเด็นของผู้อพยพและอาชญากรรม พร้อมกับบอกอีกว่า นโยบายของเขาจะตรงข้ามกับประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2เช่นกัน


การเปิดฉากหาเสียงของทรัมป์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการลบล้างเสียงวิจารณ์ที่ว่าทรัมป์เริ่มต้นการหาเสียงล่าช้า โดยเขากล่าวโต้เสียงวิจารณ์ต่างๆ ว่า เขาได้เตรียมการหาเสียงครั้งใหญ่ไว้แล้ว และจะใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีเริ่มมีความท้าทายเกิดขึ้นกับอดีตผู้นำที่ต้องการกลับสู่ตำแหน่งอีกครั้งคนนี้ เมื่อกระแสความเชื่อมั่นจากฝั่งรีพับลิกันได้ค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับคู่แข่งคนอื่นๆ ของพรรครีพับลิกันที่เริ่มแสดงตัวมากขึ้นด้วย

ทรัมป์บอกว่า ขอให้คู่แข่ง ปราศรัยถึงเขาบ้าง เพราะเราจะไม่เล่นแค่เกมรับเหมือนที่เล่นในกีฬาฟุตบอล และเราจะชนะ และจะชนะอย่างยิ่งใหญ่เสียด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ทรัมป์ได้เริ่มต้นเส้นทางการหาเสียงในปีนี้ ด้วยภูมิทัศน์ที่แตกต่างไปจากสมัยก่อน ด้วยการจัดงานที่เล็กกว่าเอกลักษณ์เดิมของเขา ที่มักเป็นงานใหญ่และมีผู้สนับสนุนนับพันคนมาร่วมงาน แต่การหาเสียงที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเซาท์แคโรไลนา กลับเกิดขึ้นต่อหน้าบรรดาผู้สนับสนุนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ร้อยคน

ทอม ราธ อดีตอัยการทั่วไปรัฐนิวแฮมป์เชียร์ บอกว่า ทรัมป์ยังเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของพรรครีพับลิกันอีกต่อไป และหากเขาจะทำในสิ่งที่เขาเคยทำไว้เมื่อ6 ปีก่อน เขาก็อาจจะคิดผิด

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์ พบว่า กลุ่มผู้สนับสนุนชาวรีพับลิกันกำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่นอกจากทรัมป์ โดยมี รอน ดีซานติส
ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา อยู่ในอันดับต้นๆและมีคะแนนแซงทรัมป์ไปอยู่ที่ 42% ต่อ 30% ส่วนผลสำรวจของเซาท์แคโรไลนา พบว่า ผู้ว่าการดีซานติส มีคะแนนนำทรัมป์ มากถึง 52% ต่อ 33%

นอกจากนี้ ผู้ที่อาจร่วมสนามแข่งเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน ก็คาดว่าจะมี นิกกี้ ฮาเลย์อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา และเอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ, ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดี, ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ, อาซาฮัทชินสัน อดีตผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอส์และ ทิม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกรัฐเซาท์แคโรไลนา ด้วย

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงของทรัมป์ ที่รัฐเซาท์แคโรไลนาไม่พบการปรากฏตัวของ นิกกี ฮาเลย์อดีตผู้ว่าการรัฐ และ ทิม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกของรัฐนี้ ซึ่งสำหรับฮาเลย์แล้ว เธอเคยกล่าวว่า จะไม่ลงแข่ง หากทรัมป์ลง แต่เมื่อไม่นานมานี้ เธอระบุว่า กำลังพิจารณาลงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวในปี 2024 ด้วย

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่า สนามหาเสียงที่รัฐนี้ของทรัมป์ ค่อนข้างเงียบเหงาเบาบาง เพราะนิกกี้ ฮาเลย์เป็นคนที่ได้รับความนิยมจากชาวเซาท์แคโรไลนา เป็นอย่างมาก และเมื่อเธอประกาศตัวจะลงสมัคร ก็ทำให้กระแสของทรัมป์เงียบลง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายความท้าทายที่ล้วนเป็นอุปสรรคของทรัมป์ ในการกลับมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสหรัฐฯ อีกสมัย

หลักๆ คือเรื่องของภาพลักษณ์ที่ถูกโยงเข้ากับเหตุจลาจลบุกยึดอาคารรัฐสภา เมื่อ 6 ม.ค. 2021ก่อนเขาจะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีที่หลายคนคงไม่ลืมภาพผู้สนับสนุนทรัมป์ที่โบกธงรูปเขาขณะบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเร็วๆ นี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นภาพสะท้อนของผลพวงจากเหตุการณ์นั้นได้ มีผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลายคนที่ออกมาเห็นด้วยกับการที่ทรัมป์ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้แพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2020 ที่ต้องพบกับความพ่ายแพ้

ขณะเดียวกัน เหตุผลหนึ่งที่ดูทรัมป์อยากจะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้ง คือการเปิดทางให้เขาบอกว่าการสอบสวนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่เขาเผชิญอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามจะแก้แค้นทางการเมือง

ตอนนี้ ทรัมป์โดนไต่สวนคดีอาญาว่าไปแทรกแซงการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย คดีแพ่งว่าเขาฉ้อโกงในการทำธุรกิจตัวเองในนิวยอร์ก คดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับข้อกล่าวล่วงละเมิดทางเพศ, การสอบสวนโดยรัฐบาลกลางถึงส่วนร่วมของเขาในเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 ม.ค. และการดูแลเอกสารลับทางราชการหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว

การสืบสวนคดีใดๆ ก็ตามอาจนำไปสู่การพิจารณาคดีที่จะกลายเป็นข่าวใหญ่ และอย่างน้อยก็จะทำให้การหาเสียงของเขาต้องเสียหลักไปเป็นการชั่วคราว ประเด็นเหล่านี้จะทำให้เขาเสียสมาธิ แต่สถานการณ์ก็อาจเลวร้ายถึงขั้นที่เขาต้องชดเชยเงินเป็นจำนวนมหาศาลหรือไม่ก็อาจต้องจำคุกเลยก็เป็นได้

โดย ดาโน โทนาลี

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top