โรคกระดูกพรุน อย่าคิดว่าไกลตัว

โรคกระดูกพรุน อย่าคิดว่าไกลตัว

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่ทำให้กระดูกเปราะและหักง่ายโดยที่อาจเกิดกระดูกหักเองหรือเกิดแรงกระทำที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้มขณะยืนหรือเดิน

นายแพทย์ปาโมทย์ พัชรมณีปกรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสมโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุโรคกระดูกพรุน มีดังนี้ 1.พันธุกรรมหรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติที่อายุมากขึ้น กระดูกจะบางลงจากฮอร์โมนเพศที่น้อยลง เช่น กระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 2.เกิดจากโรคหรือยาบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง โรคฮอร์โมนคอร์ติซอลสูง ยาสเตียรอยด์ ยารักษาโรคมะเร็งเต้านมบางชนิด (Aromatase Inhibitor) และอื่นๆ


กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคกระดูกพรุน คือ ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเพศหญิงต่ำ เช่น ผู้หญิงหมดประจำเดือนก่อนอายุุ 45 ปี ผู้ที่ถูกตัดรังไข่ทั้งสองข้างผู้ป่วยโรคเรื้อรังทางอายุรกรรม คนที่ออกกำลังกายอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน หรือได้ยา Aromatase Inhibitor ผู้ชายที่มีโรคหรือได้ยาที่ทำให้ฮอร์โมนเพศชายต่ำ เช่น จากการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก โรคพันธุ์กรรมที่มีฮอร์โมนเพศชายต่ำ เช่น Klinefelter’s Syndrome ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดเทียบเท่าหรือมากกว่า Prednisolone 5 มิลลิกรัม/วันต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป รวมทั้งผู้ที่มีบิดาหรือมารดากระดูกสะโพกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง หรือน้ำหนักตัวน้อยมาก คือ ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 20 กิโลกรัม/ตารางเมตร และ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ดื่มสุรามาก สูบบุหรี่ กินแคลเซียมไม่เพียงพอ วิตามินดีในเลือดต่ำ ไม่ออกกำลังกาย

อาการโรคกระดูกพรุน ส่วนใหญ่ในระยะแรกจะไม่มีอาการ แต่จะแสดงอาการเมื่อมีกระดูกหักแล้ว เช่น ถ้ากระดูกสันหลังหักจะมีอาการปวดหลัง ตัวเตี้ยลง หลังค่อม ถ้ากระดูกสะโพกหักมักจะเกิดจากการหกล้มในท่ายืนหรือเดินจะมีอาการปวดสะโพกมากและกระดูกผิดรูป เดินไม่ไหว ทำให้ต้องนอนติดเตียงถ้าไม่ได้รับการผ่าตัด

การตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุน จะใช้สูตรคำนวณ Osteoporosis Self - Assessment Tool for Asians (OSTA) Score หรือ Khon Kaen Osteoporosis Study (KKOS) Score โดย 2 สูตรนี้จะใช้อายุและน้ำหนักเป็นตัวคำนวณ ถ้าได้ค่าน้อยกว่า -1 แสดงว่ามีความเสี่ยงสูงที่เกิดโรคกระดูกพรุน แนะนำให้ตรวจความหนาแน่นกระดูกต่อไป

ส่วนการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนทำได้โดยตรวจความหนาแน่นกระดูก (Bone Mineral Density, BMD) ด้วยเครื่อง Dual - Energy X-Ray Absorptiometry (DXA, เครื่องเด๊กซ่า) นิยมตรวจที่กระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกเป็นหลัก ถ้าตรวจตำแหน่งนี้ไม่ได้อาจตรวจที่กระดูกข้อมือ (Distal Radius) แทน โดยจะรายงานผลเป็นค่า T - Score ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความหนาแน่นกระดูกที่วัดได้กับค่าเฉลี่ยความหนาแน่นสูงสุดของผู้ใหญ่เพศเดียวกัน ถ้าได้ค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง -2.5 ถือว่ากระดูกบาง (Osteopenia) ถ้าได้ค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ -2.5 ถือว่าเป็นกระดูกพรุน (Osteoporosis)

วิธีรักษาโรคกระดูกพรุน มีดังนี้ 1.ก่อนให้การรักษาโรคกระดูกพรุนต้องตรวจหาสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดกระดูกพรุนก่อน เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษโรคฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง โรคฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงหรือยาที่ทำให้กระดูกพรุน ถ้าพบว่าเป็นโรคอื่นก็รักษาสาเหตุของโรคนั้น หรือหยุดยาที่เป็นสาเหตุ

2.กินแคลเซียมให้เพียงพอ 1,000-1,200 มิลลิกรัม/วัน โดยกินจากอาหารธรรมชาติเป็นหลัก เช่น นมและผลิตภัณฑ์ของนม เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งฝอย ผักใบเขียว งา ถ้ากินจากอาหารไม่เพียงพออาจใช้ยาเม็ดแคลเซียมเสริม เช่น ยา Calcium Carbonate ซึ่งต้องกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีเพื่อให้ดูดซึมได้ดี

3.ได้รับวิตามินดีให้เพียงพอจากอาหารหรือจากการสังเคราะห์ที่ผิวหนังโดยแสงแดด โดยปริมาณวิตามินดีที่ต้องการคือ 600-800 ยูนิตต่อวัน โดยจะอยู่ในอาหารพวกน้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาทูน่า เห็ด ถ้าได้ไม่เพียงพออาจกินยาวิตามินดีเสริม เช่น Ergocalciferol (Vitamin D2) หรือ Cholecalciferol (Vitamin D3) เป้าหมายให้ระดับวิตามินดีในเลือด 25 Hydroxy vitamin D มากกกว่า 30 นาโนกรัม/มิลลิลิตร

4.ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ควรทำทั้งการออกกำลังแบบมีการลงน้ำหนัก(Weight Bearing Aerobic Exercise) เช่น วิ่ง เดินเร็ว เต้นรำ และออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strengthening Exercise) รวมทั้งการฝึกการทรงตัว (Balance Exercise) ทั้งหมดจะช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักได้ 5.งดสูบบุหรี่และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 3 ยูนิต/วัน 6.ป้องกันการล้ม เช่น จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ทำราวเกาะในห้องน้ำ ระวังพื้นบ้านลื่น หลีกเลี่ยงกินยาที่ทำให้ง่วง เพราะอาจทำให้ล้มได้ หรืออาจใช้ไม้เท้าค้ำยันในผู้ที่ทรงตัวไม่ดี

ทั้งนี้ แพทย์จะประเมินว่าควรใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุนหรือไม่ โดยยามีทั้งแบบกินสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งต้องกินตอนท้องว่าง ดื่มน้ำตามอย่างน้อย 1 แก้ว และไม่กินยาหรืออาหารอื่นภายใน 1 ชั่วโมง และยาฉีดซึ่งมีแบบฉีดเข้าเส้นเลือดปีละ 1ครั้ง หรือฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน หรือฉีดใต้ผิวหนังทุกวันหรือทุก 1 เดือน ซึ่งแพทย์จะบอกข้อบ่งชี้ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละชนิดให้ผู้ป่วยรับทราบ

สำหรับข้อบ่งชี้ในการใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน คือ มีกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนแล้ว หรือตรวจพบกระดูกพรุนจากเครื่องวัดความหนาแน่นกระดูก หรือตรวจพบกระดูกบางร่วมกับคำนวณ FRAX Score แล้วพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหักตั้งแต่ร้อยละ 3 ขึ้นไป ทั้งนี้ การติดตามการรักษา โดยส่วนใหญ่จะใช้การตรวจความหนาแน่นของกระดูกหลังการรักษาทุก 1-2 ปี และในบางรายตรวจเลือดดูค่าความหมุนเวียนกระดูกหลังการรักษาที่ 3-6 เดือน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top