คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’  ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’ ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

“เฮนรี่ คิสซิงเจอร์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ถึงแก่กรรมด้วยวัย 100 ปี .. เขาผู้ได้รับฉายาว่า “ซูเปอร์รัฐมนตรีต่างประเทศ” และให้คำปรึกษาแก่ผู้นำสหรัฐฯมากถึง 12 คนและเป็นผู้เปิดประตูสู่ประเทศจีนด้วย

เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน ในวัยครบ 1 ศตวรรษ ที่บ้านพักของเขาในรัฐคอนเนตทิคัท


ที่ผ่านมา คิสซิงเจอร์ ยังคงกระฉับกระเฉงแม้ในวัย 90 กว่าปีเขาได้เข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวหลายครั้ง ออกหนังสือใหม่เกี่ยวกับแบบฉบับความเป็นผู้นำ ขึ้นให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ

คิสซิงเจอร์ ผู้อพยพชาวยิวที่เกิดในเยอรมนี นักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นนักการทูตคนสำคัญของสหรัฐฯโดยในช่วงทศวรรษ 1970 คิสซิงเจอร์มีส่วนในเหตุการณ์สำคัญๆ ของโลก ในระดับพลิกเปลี่ยนยุคสมัยที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษดังกล่าว ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สมัยอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และอดีตประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด จากพรรครีพับลิกันอดีตประธานาธิบดีฟอร์ด เรียกคิสซิงเจอร์ ว่า “ซูเปอร์รัฐมนตรีต่างประเทศ”

ความพยายามของคิสซิงเจอร์นำไปสู่การที่จีนยอมเปิดรับทางการทูตกับประเทศตะวันตกในปี 1971 การเจรจาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ในช่วงที่สงครามเย็นถึงจุดสูงสุด นำมาสู่การควบคุมอาวุธระหว่างสหรัฐฯ-อดีตโซเวียต การขยายความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ และที่สำคัญที่สุด กับการออกข้อตกลงสันติภาพปารีสกับเวียดนามเหนือ

การยุติสงครามเวียดนามนี้เองที่ทำให้ คิสซิงเจอร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 1973 ร่วมกับ เล ดึ๊กเถาะ (Le Duc To) นักการทูตของเวียดนามซึ่งเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่ปฏิเสธไม่รับรางวัลนี้แต่การได้รับรางวัลโนเบลของคิสซิงเจอร์กลับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุด สมาชิกคณะกรรมการโนเบลลาออก 2 คน เพื่อประท้วงการเลือกคิสซิงเจอร์ให้รับรางวัลนี้ และเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในกัมพูชาอย่างลับๆ

ความรุ่งโรจน์ของคิสซิงเจอร์ในฐานะ “สถาปนิกใหญ่” ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เริ่มอับแสงลงหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีนิกสันลาออก ในปี 1974 แต่เขาก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญทางด้านการทูตของสหรัฐฯ ต่อไป ภายใต้อดีตประธานาธิบดีฟอร์ดคนต่อมา เมื่อฟอร์ดพ่ายแพ้ให้แก่ จิมมี่ คาร์เตอร์ ในปี 1976 วันเวลาของคิสซิงเจอร์ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงจบลง

อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางการเมืองจะยุติลง แต่คิสซิงเจอร์ยังคงเขียนหนังสือหลายเล่ม เป็นนักวิเคราะห์ให้ความเห็นด้านกิจการระหว่างประเทศออกสื่อ และเสนอความเห็นอันหลักแหลมมาตลอดชีวิต อีกทั้งพบว่าตลอดชีวิตเขาให้คำปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศให้กับผู้นำสหรัฐฯมากถึง 12 คน ตั้งแต่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี จนถึงโจ ไบเดน

คิสซิงเจอร์เพิ่งพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ในกรุงปักกิ่ง และเมื่อเดือนมกราคม 2012 หรือ 11 ปีก่อน คิสซิงเจอร์ ได้พบกับประธานาธิบดีสี ที่ในตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ในโอกาสครบรอบ 40 ปีการเยือนจีนครั้งแรกของอดีตประธานาธิบดีนิกสันของสหรัฐฯ

การจากไปของคิสซิงเจอร์ทำให้จีนเสียใจอย่างมาก เซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯโพสต์ผ่านเอ็กซ์ (X) ว่า การถึงแก่กรรมของคิสซิงเจอร์เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อจีน สหรัฐฯ และโลก ประวัติศาสตร์จะจารึกสิ่งที่คิสซิงเจอร์ได้อุทิศตนให้แก่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เขาจะยังคงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลในหัวใจของประชาชนชาวจีนในฐานะเพื่อนเก่าที่ทรงคุณค่ามากที่สุด ขณะที่สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ประกาศข่าวมรณกรรมของคิสซิงเจอร์ด้วยการยกย่องการที่เขาอุทิศตนครั้งประวัติศาสตร์ให้แก่การเปิดประตูไปสู่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เขาเป็นประจักษ์พยานคนสำคัญที่ได้เห็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพัฒนาการของความสัมพันธ์นี้ คิสซิงเจอร์มีความผูกพันกับจีนอย่างลึกซึ้ง

การถึงแก่กรรมของคิสซิงเจอร์เป็นกระแสยอดนิยมของโลกออนไลน์จีนอย่างเวยปั๋วและไป่ตู้ ผู้ใช้งานหลายคนระบุว่า คิสซิงเจอร์ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ให้แก่ความสัมพันธ์ที่ยากลำบากของสหรัฐฯ-จีนในช่วงหลายปีก่อนที่จะเสียชีวิต เขาเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนที่ดีมาก การจากไปของเขาเป็นการสูญเสียอย่างคำนวณมิได้ทั้งต่อจีนและสหรัฐฯ

ไม่เคยมีการสูญเสียของนักการเมืองอเมริกันคนไหน ที่จะได้รับการกล่าวสรรเสริญเชิดชู ยกย่องจากชาวจีนมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้คนกลับโหยหา ความรู้สึกเก่าๆ สมัยที่ทั้งสองชาติยังหวานชื่น

คงเป็นเรื่องยากที่จะหาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาทดแทนคิสซิงเจอร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ จีน-สหรัฐฯ

เพราะตอนนี้ กระดุมเม็ดแรก ที่สานสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐฯ ขาดสะบั้นลงอย่างถาวร

The person who started a period of history has finally become history.


โดย ดาโน โทนาลี
 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top