วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การบริหารวิกฤต (Crisis Management) คือกระบวนการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและมีผลกระทบต่อองค์กร ชุมชน หรือสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดความเสียหาย ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต
องค์ประกอบสำคัญของการบริหารวิกฤต คือ (1) การเตรียมพร้อม (Preparedness) วางแผนล่วงหน้า เช่น การจัดทำคู่มือฉุกเฉิน การฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง (2) การตอบสนอง (Response) การสื่อสารที่ชัดเจน การตัดสินใจรวดเร็ว และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การฟื้นฟู (Recovery) การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การปรับปรุงระบบ และการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืน (4) การเรียนรู้ (Learning) วิเคราะห์บทเรียนจากวิกฤตเพื่อปรับปรุงแผนและป้องกันเหตุ
.jpg)
ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ พงษ์ทิพย์ เทศะภู ประธานสายงานสื่อสาร และศูนย์จัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้นำด้าน ด้าน AI-Data Driven Technology และ AI Transformation ในฐานะที่ปรึกษาด้านการบริหารประเด็นและจัดการวิกฤตให้กับกลุ่ม ธุรกิจ ให้ความเห็นในการบริหารจัดการประเด็นและการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจว่า การที่เศรษฐกิจในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล และเอไอ (Digital & AI Economy) ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อมูลและข่าวสารมีความรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ทุกคนสามารถสื่อสาร และแสดงความเห็นของตัวเองผ่าน Social Media ทำให้มีการแสดงความเห็นทั้งเชิงบวกและลบ เกิดเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก
กลุ่มธุรกิจหลายกลุ่มต้องพัฒนาและบริหารธุรกิจเพื่อตอบสนองกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม (Stakeholders) ไม่ว่า จะเป็นธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต สถาบันการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ บ่อยครั้งเรื่องที่เราพบในฐานของมูลของ เรียล สมาร์ท ผ่านระบบ Social Listening และ Social Monitoring มีข้อมูลและข้อความใน Social Media ปี 2568 จำนวนกว่า 1,000 ล้านข้อความ พบกรณีที่เป็นประเด็นที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มของจำนวนข้อความที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเด็นที่เกิดขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตขององค์กร
.jpg)
การจัดการกับประเด็นที่ถูกโจมตีใน Social Media ได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้แต่ละองค์กรสามารถที่จะบริหารจัดการปัญหาได้ก่อนที่ประเด็นต่างๆ จะกลายเป็นวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ขององค์กร ยิ่ง Social Media เติบโต การบริหารประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤตยิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ดิจิทัล และ AI
จากประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารและการบริหารวิกฤตมานานกว่า 30 ปี ของ พงษ์ทิพย์ เทศะภู พบว่า การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานด้านการสื่อสารองค์กร และเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก มากกว่าจะเป็นการตั้งรับ การวางแผนบริหารจัดการประเด็นที่มาจากข้อมูลที่รวบรวมเป็นระบบ และใช้ AI ช่วยในการวาง message ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรผ่านการสื่อสารที่ชัดเจน อยู่บนข้อมูลตรงประเด็นกับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จะทำให้องค์กรไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือและยังสามารถรักษามูลค่าของแบรนด์ไว้ได้
.jpg)
ดิจิทัลเทคโนโลยี และ AI พลิกโฉมการบริหารประเด็นและวิกฤตองค์กร
การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการเข้าสู่ยุคของ AI ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา พลิกโฉมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลอยู่ที่ 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยิ่งเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ยิ่งมีการใช้งานด้านดิจิทัล AI ผ่าน Social Media จำนวนมาก ซึ่งหลายประเด็นมีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลเท็จ รวมไปถึงการโจมตีองค์กรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ประเด็นในแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการประเด็นและการบริหารวิกฤตทำได้อย่างทันท่วงที
ในอดีตการบริหารจัดการประเด็นต่างๆ ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล แต่ปัจจุบันเมื่อเรามีเทคโนโลยี ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการประเด็นและวิกฤตต่อสู้กับการเติบโตของ Social Media ในแบบเรียลไทม์ และมีข้อมูลที่เป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) มีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเองที่เรียกว่า Real Vision มาทำหน้าที่ในการรวบรวมประเด็นที่มีการเขียนถึงองค์กร หรือภาคธุรกิจ ในแต่ละวันเป็นจำนวนหลายแสนข้อความ มาประมวลผลว่าเป็นการกล่าวถึงองค์กรในเชิงบวก และเชิงลบในประเด็นใดโดยเฉพาะประเด็นเชิงลบ ระบบของ Real Vision จะประมวลผลออกมาให้เห็นภาพว่าข้อความโจมตีเชิงลบมีประเด็นอะไรบ้าง มาวิเคราะห์กับจำนวนการเข้าถึงข้อมูล (Engagement) เท่าไหร่ และจะกระทบต่อองค์กรอย่างไร จากนั้นนำมาใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นแล้วแนะนำให้ผู้บริหารองค์กรในการบริหารจัดการประเด็น ก่อนที่ประเด็นในเชิงลบจะสร้างวิกฤตให้กับองค์กร
.jpg)
ความรวดเร็วในการทำงานของเทคโนโลยี AI ทำให้การวิเคราะห์ประเด็นและการบริหารวิกฤต มีทั้งความรวดเร็วและมีฐานข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณ (จำนวนข้อความเชิงบวกและเชิงลบทั้งหมด รวมทั้งจำนวนคนที่เข้าถึงข้อความ) และในเชิงคุณภาพ มาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารประเด็นและบริหารวิกฤตขององค์กร เพื่อที่จะตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความเร็วของข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาแบบรายวินาที ทำให้การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต ทำได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
ธุรกิจไม่สามารถหนีจากวิกฤตได้ แต่ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์และประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เราจะสามารถบริหารจัดการไม่ให้ประเด็นที่เกิดขึ้นกลายเป็นวิกฤต และ ถ้าเกิดวิกฤต ธุรกิจมีเครื่องมือที่จะบริหารจัดการ เพราะเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถเข้าถึงวิกฤตและบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที และสามารถแปลงวิกฤต มาสร้างเป็นโอกาสทางธุรกิจได้เช่นกัน
สภากาชาด แจงสถิติบริจาคเลือดปี 68 ต่ำเกณฑ์ WHO หวั่นวิกฤตสำรองขาดแคลน
ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โลหิตในปัจจุบันว่า การจัดหาโลหิตยังมีความไม่สม่ำเสมอและขาดแคลนในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งตามมาตรฐานงานบริการโลหิตจะต้องได้รับโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน และมีสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์ความรุนแรง องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้แต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของประชากร หรือประมาณ 1.98 ล้านคนสำหรับประเทศไทย แต่จากสถิติปี 2567 และ 2568 พบว่ามีผู้บริจาคเพียง 1.85 ล้านคน (ร้อยละ 2.80) และ 1.84 ล้านคน (ร้อยละ 2.79) ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ สถิติความถี่การบริจาคโลหิตในปี 2568 ยังบ่งชี้ว่า ผู้บริจาคส่วนใหญ่กว่า 1.08 ล้านคน หรือร้อยละ 67.26 บริจาคเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มีผู้บริจาคครบ 4 ครั้งต่อปีเพียงร้อยละ 4.35 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจึงจัดทำโครงการ "Give Blood Now" ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคประจำสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี
.jpg)
ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ, ดิ เอ็มโพเรียม, บ้านทรงไทย ย่านวงศ์สว่าง รวมถึงภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต รายละเอียด https://thaibloodcentre.redcross.or.th/
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี