'องค์กรสตรี' ชงรัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

'องค์กรสตรี' ชงรัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

ปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย  เอาผิดกับผู้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว  มุ่งปกป้องคุ้มครองผู้เสียหาย หวังสภาชุดใหม่เร่งบรรจุร่าง พรบ.ของภาคประชาชน

วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี คือวันสตรีสากล  มาจากการต่อสู้ของคนงานหญิงในยุโรป และสหรัฐอเมริการ้อยกว่าปีที่แล้ว ที่ถูกเอาเปรียบในการทำงานไม่ว่าทำงานชั่วโมงที่ยาวนาน วันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง ได้ค่าแรงน้อยกว่าผู้ชาย ไม่มีสวัสดิการอะไรให้ สภาพการทำงานที่เลวร้าย การต่อสู้ทำให้เกิดระบบทำงาน 8 ชั่วโมงทำงาน และมีค่าแรงที่เป็นธรรมและมีสวัสดิการต่างๆดีขึ้นในเมืองไทย และในโอกาสวันสตรีสากลที่จะมาถึงนี้ องค์กรคนทำงานภาคประชาสังคม ด้านผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ออกมาให้มุมมองต่อสังคมไทย


นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ทุกวันที่ 8 มีนาคม คนงานหญิง องค์กรด้านสตรี ก็ใช้วันสตรีสากลเป็นหมุดหมายในการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้นเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วจนได้กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายลาคลอดเก้าสิบวัน และกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้สถานภาพของผู้หญิงดีขึ้นเช่น พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง พรบ. ความเท่าเทียมทางเพศ หรือในปัจจุบันมีการขยายกฎหมายลาคลอดได้ 120 วัน และให้คู่สมรสลาไปเลี้ยงลูกได้ และกฎหมายคุกคามทางเพศที่ก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนบางกฎหมายที่กำลังแก้อยู่ ดูแล้วเหมือนสถานการณ์ผู้หญิงจะดีขึ้น แต่มาดูสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กก็ยังไม่ดีขึ้น

นายจะเด็จ กล่าวอีกว่า จากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัว ปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น (1) ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% (2) ที่น่าเป็นห่วงข่าวฆ่ากันในครอบครัว พบว่าจากปี 2566 มี 388 ข่าว ปี 2567 ข่าวฆ่ากัน มี 562 ข่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 174 ข่าว โดยเมื่อเทียบกับปี 2566 สูงขึ้นถึง 44.8% (3) ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% จำนวนผู้เสียชีวิตจากข่าวความรุนแรงในครอบครัว (รวมจำนวนข่าวฆ่ากันในครอบครัว และ ข่าวฆ่าตัวตาย) มีจำนวน 797 ข่าว หรือ โดยเฉลี่ยเสียชีวิต 2 คนต่อวัน จากตัวเลขล่าสุดผู้หญิงยังถูกฆ่าจากความรุนแรงในครอบครัวไม่ลดลงมากขึ้นอีก และผู้หญิงก็ยังถูกเลิกจ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจไม่น้อยยังหางานทำไม่ได้  จำนวนหนึ่ง ตกงานมานาน บางคนก็ถูกหลอกจากสแกมเมอร์

“จากสถานการณ์ต่างๆเหล่านี้เห็นได้ชัดการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอมากเจ้าหน้าที่รัฐ  ยังมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในความรุนแรงชีวิตไม่ปลอดภัย และการทำงานในการคุ้มครองผู้หญิงยังแยกส่วนต่างคนต่างทำ งบประมาณที่สร้างระบบสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงก็มีเพียงน้อยมาก ทำให้ผู้หญิงไม่มีความปลอดภัย และขาดความมั่นคงในการทำงาน ดังนั้นในวันที่ 8 มีนานี้รัฐบาลที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรมีมาตราการอย่างจริงจังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเวลาผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรง และปรับปรุงกฎหมายขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยในการเอาผิดกับผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง และบูรณการหน่วยงานต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้หญิง ตลอดจนเพิ่มงบประมาณด้านผู้หญิงให้มากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการให้ผู้หญิงมีความมั่นคงในการทำงาน ระยะยาวหรือมีงานทำโดยเร็ว ” นายจะเด็จ กล่าว

ด้าน ดร. วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีข้อถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความจำเป็นของแนวคิดสตรีนิยมและความเป็นธรรมทางเพศในสังคมไทย ซึ่งการแสดงทัศนะของบุคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมืองในทำนองว่าสังคมไทยมีความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว และการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศเป็นเพียงรสนิยมส่วนบุคคลนั้น เป็นการเอาประสบการณ์ของคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์ โอกาส และได้รับการปกป้องทางสังคม จนไม่เคยต้องเผชิญหรือรับรู้ความไม่เป็นธรรมด้วยตัวเอง มาใช้อธิบายภาพของสังคมโดยรวม

"แม้ปัจจุบันเราจะเห็นผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในแวดวงธุรกิจ ราชการ และการเมือง แต่นั่นไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมทางเพศสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งผู้หญิง คนข้ามเพศ และคนเพศหลากหลาย เพราะความไม่เป็นธรรมทางเพศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในค่านิยม ทัศนคติ รวมทั้งกฎหมาย นโยบาย และระบบการเมืองด้วย   ยกตัวอย่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวซึ่งต้องมุ่งคุ้มครองสมาชิกครอบครัวที่ถูกทำร้าย แต่กฎหมายของไทยกลับเน้นการไกล่เกลี่ยให้ยอมความ ผู้กระทำผิดจึงไม่ต้องรับโทษ และผู้ถูกกระทำต้องจำยอมกลับไปอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐ" ดร. วราภรณ์ กล่าว

ดร. วราภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ความย้อนแย้งของนโยบายรัฐไทยที่ต้องรับมือปัญหาสังคมสูงวัยและจำนวนประชากรที่ลดลง แต่กลับมีสวัสดิการแม่และเด็กที่ล้าหลัง โดยเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดปัจจุบันอยู่ที่เพียง 600 บาทต่อเดือนและจำกัดเฉพาะคนที่พิสูจน์ได้ว่ายากจน ขณะที่กฎหมายลาคลอดที่ผลักดันกันมาหลายสิบปีก็ให้ลาได้เพียง 120 วัน ซึ่งไม่พอ และรัฐก็ไม่มีศูนย์เด็กอ่อนที่มีคุณภาพรองรับแม่หลังคลอดที่ต้องกลับไปทำงาน เป็นการผลักภาระการดูแลครอบครัวและพัฒนาประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ก็กลายเป็นภาระของผู้หญิง

"นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมทางเพศที่แทรกอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทย สำหรับคนที่มีสายตามองเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็จะไม่เกิดคำถามว่าการผลักดันเรื่องความเป็นธรรมทางเพศยังจำเป็นหรือไม่ และเครือข่ายยังคาดหวังว่ารัฐบาล  สภาผู้แทนราษฎรชุดต่อไปจะเร่งบรรจุร่างแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่สภา ซึ่งมีร่างที่เสนอโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น" ดร. วราภรณ์ กล่าว 
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top