วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569
คนไทยและคนต่างชาติที่มีการศึกษา ผู้สนอกสนใจการเมืองไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย วรรณกรรมไทย หนังสือพิมพ์ไทย และอาจจะสนใจเรื่องราวของสุนัขกับคน ต้องรู้จักกิตติศัพท์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างแน่นอน นอกจากรู้จักหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์แล้ว ยังต้องรู้จักบ้านซอยสวนพลู หรือบ้านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนที่ 13 (14 มีนาคม 2518 - 20 เมษายน 2519)
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อ 20 เมษายน 2454 ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 9 ตุลาคม 2538 บ้านเกิดของท่านคือจังหวัดสิงห์บุรี
.jpg)
คนจำนวนไม่น้อยเรียกท่านว่าอาจารย์คึกฤทธิ์ หรืออาจารย์หม่อม เพราะท่านสอนหนังสือบ้าง แต่สำคัญท่านสอนโขนให้กับหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นต้น โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น โขนของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์โด่งดังมากจนถึงกับได้ชื่อโขนธรรมศาสตร์
ส่วนในเรื่องการบ้านการเมือง และการระหว่างประเทศนั้น ต้องบอกได้เลยว่าท่านคือนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าก้าวไกลมาก ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อาทิ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานรัฐสภา และเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง เช่น พรรคก้าวหน้า พรรคกิจสังคม และเคยเป็นเลขาธิการคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์
.jpg)
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ สมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ มีบุตรธิดาคือ ม.ล. รองฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช
ผู้ใหญ่ที่เคยใกล้ชิด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง งามมาก ท่านเป็นธิดาของ ม.จ.ทองทีฆายุ ทองใหญ่ กับ หม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยา (สกุลเดิมคือบาร์ซูคอฟ อิวาโนวิตซ์) ผู้ดีเก่าเชื้อสายรัสเซีย คนในยุคนั้นบอกเล่าว่าคุณหญิงพักตร์พริ้งคือสาวลูกครึ่งที่มีความงามมากในยุคสมัยนั้น ท่านเป็นนักเรียนจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
ตามประวัติเล่ากันว่า คุณชายคึกฤทธิ์เห็นรูปถ่ายของคุณหญิงพักตร์พริ้งจากร้านถ่ายภาพ เมื่อเห็นภาพครั้งแรกก็เกิดความรักแบบรักแรกพบ (รูปภาพ) และวันหนึ่งคุณชายคึกฤทธิ์ได้เห็นคุณหญิงจริงๆ เมื่อรถยนต์ติดไฟแดงในพระนคร ก็ยิ่งหลงรักมากขึ้น
.jpg)
จากนั้นคุณชายกับคุณหญิงก็สมรสกันแล้วขึ้นไปใช้ชีวิตในจังหวัดลำปาง โดยก่อนสมรสกันนั้นคุณหญิงได้ตามพี่ชายขึ้นไปอยู่ที่ลำปางก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อใช้ชีวิตหลังสมรสด้วยกันจึงให้กำเนิดบุตรและธิดาที่จังหวัดลำปาง
เมื่อมีผู้ถามคุณชายคึกฤทธิ์ว่า ถ้าหากกล่าวถึงคุณหญิงพักตร์พริ้ง จะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก คำตอบคือ ช่วงที่มีชีวิตอยู่ในจังหวัดลำปาง แม้ในชีวิตจริงทั้งสองคนไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกัน เพราะทั้งสองได้อยู่อาศัยในบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน โดยคุณหญิงพักตร์พริ้งอยู่บ้านบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ในซอยสวนพลู
.jpg)
มีคำบอกเล่าว่า คุณชายคึกฤทธิ์เขียนจดหมายถึงคุณหญิงเมื่อครั้งที่ต้องจากกันว่า คำสัญญาที่ให้ไว้นานมาแล้ว จนกระทั่งหมึกที่เขียนไว้บนกระดาษนั้นจืดจางจนเกือบจะลบหายไปหมด แต่ก็ไม่เคยลืมเลยว่า จะสร้างบ้านให้คุณหญิง จะเลี้ยงดูให้สุขสบาย และจะรอให้กลับมา ไม่ว่าจะนานแสนนานแค่ไหน และเขียนด้วยว่า ความรักอันแท้จริงนั้นมี แต่อยู่ไม่นาน คนเราจะอยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่อยู่กันไปตลอดชีวิต ด้วยความเป็นมิตร มีรสนิยมต้องกัน เห็นอกเห็นใจกัน เสียสละให้กัน ประกอบกับมีความรักกันในชีวิตที่ร่วมกันอยู่
ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง เคยเล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า...เหตุที่ต้องแยกทางกัน แต่เราไม่ได้โกรธกัน ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันไปมาหาสู่กัน บางวันตอนเช้าดิฉันก็ยังไปกินกาแฟกับเธอที่บ้านสวนพลู วันเกิดของเธอ ดิฉันก็ไปอวยพรทุกครั้งไม่ขาด เหตุที่เราแยกทางกันมีหลายอย่าง เราไม่ได้มีครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา ย้ายบ้านอยู่คงจะยี่สิบหน แต่งงานได้เดือนเดียวต้องย้ายไปลำปาง เพราะเธอถูกเกณฑ์ทหารตอนสงครามอินโดจีน แล้วย้ายไปเชียงของ ดิฉันอยู่ลำปางแล้วย้ายลงมากรุงเทพฯ อีก แล้วกลับขึ้นไปลำปางใหม่ ไปทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะพี่เขยให้ตำแหน่ง ดิฉันเองมาจากครอบครัวที่อบอุ่นแน่นแฟ้น แต่งงานมากลับต้องอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ย้ายบ้าน ไม่ค่อยได้อยู่กับสามี เงินก็ไม่มี แล้วสามีก็เล่นการเมือง ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วย นี่แหละคือสาเหตุที่สำคัญ
.jpg)
คุณหญิงพักตร์พริ้งเคยทำงานเป็นครูสอนหนังสือที่วชิราวุธวิทยาลัย เคยทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวบีบีซี ภาคภาษาไทย และทำงานสายการบินประเทศปากีสถาน และทำงานที่สำนักข่าวสารอเมริกัน จนถึงวัยเกษียณอายุ
วันนี้ พาคุณผู้อ่านไปบ้านซอยสวนพลู (อีกครั้ง) แม้การไปเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างไปมากมายจากเมื่อครั้งก่อนเก่าในวันที่อาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ เพราะในวันวานนั้น บ้านหลังนี้คึกคักมากจนเกินบรรยาย เพราะมีทั้งนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักกิจกรรมการเมือง นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษาต่างมุ่งหน้าไปที่บ้านหลังนี้กันอย่างคับคั่ง ทำให้บ้านหลังนี้ถูกกล่าวว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะมีแขกมาตลอดเวลา และในยุคหนึ่งบ้านหลังนี้ก็มีสุนัขชื่อดังอาศัยอยู่ โดยเฉพาะตัวที่ชื่อสามสี
.jpg)
ด้วยความที่คุณชายคึกฤทธิ์รักสุนัขมาก จึงเลี้ยงดูไว้ถึง 11 ตัว (แต่บุตรของท่านคือหม่อมหลวงรองฤทธิ์ เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านสวนพลูถึง 70 ตัว) สำหรับผู้ที่เคยอ่านนวนิยายเรื่อง มอม ของอาจารย์คึกฤทธิ์มาแล้ว คงจะรู้ได้ดีว่าท่านบอกเล่าเรื่องคนกับสุนัขไว้อย่างกินใจมาก อ่านครั้งใดก็บ่อน้ำตาแตกทุกครั้งไป และยังมีหนังสืออีกเล่มคือ เรื่องของคนรักหมา เล่มนี้อ่านแล้วเข้าใจหัวอกคนรักสุนัขได้อย่างซาบซึ้งที่สุด
สำหรับสามสีนั้น เป็นสุนัขคู่ใจของอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นสุนัขพันธุ์ผสม มีนิสัยตลก ชอบนอนหงายท้อง อาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าสามสีคือตัวตลกของบ้านซอยสวนพลู และยังมีสุนัขอื่น ๆ อีกหลายตัว อาทิ สีหมอก และเสือใบ เป็นต้น
สำหรับเสือไบนั้นเป็นสุนัขที่บุตรของอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า มันรักคุณชายมากที่สุด ยอมตายแทนได้เลย วันที่ตำรวจยกกำลังบุกบ้านซอยสวนพลูนั้น เสือใบ หมอมอยู่แทบเท้าอาจารย์คึกฤทธิ์ ตาของมันจ้องเขม็งไปที่กลุ่มผู้บุกรุกที่จงใจทำลายบ้านหลังนี้ มันแสดงให้เห็นว่า เอาซิ มึงเข้ามาเลย ถ้ามึงแน่จริง มึงเข้าสิ แล้วจะได้รู้ว่ามึกกับกูใครจะแน่ว่ากัน มันนอนหมอบแทบเท้าอาจารย์ แบบชนิดที่ว่ายอมตายถวายหัวให้กับนายของมัน หากตำรวจหน้าไหนเข้ามาประชิดตัวอาจารย์รับรองว่ามันไม่ปล่อยไว้แน่ ส่วนอาจารย์คึกฤทธิ์ก็นั่งเฉย ดูว่าตำรวจจะทำอะไร
.jpg)
สัปดาห์นี้ เล่าเรื่องเก่าก่อนให้ฟังพอเป็นหนังตัวอย่าง สัปดาห์หน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ บอกเล่าเรื่องราวในวันวานที่แสนน่าสนใจให้คุณ ๆ ได้ฟังกัน แต่ก่อนจะจากกันวันนี้ ขอบอกเพียงสั้น ๆ ว่าบ้านซอยสวนพลูในวันนี้กำลังจะเปิดบ้านแห่งประวัติศาสตร์ให้คุณ ๆ เข้าไปสัมผัสอีกครั้ง หลังจากบ้านหลังนี้ถูกปิดมานานหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวันวานนั้นบ้านเสียหายเสื่อมโทรมมาก เพราะถูกปล่อยไว้จนอาจจะกล่าวได้ว่าเกือบร้าง แต่สุดท้ายหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ก็ตัดสินใจซ่อมแซมบ้าน เพราะไม่สามารถปล่อยให้สถานที่ประวัติศาสตร์พังพินาศไปโดยขาดผู้ดูแลเอาใจใส่
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี