วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ต้นราชสกุลกิติยากร คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท หรือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ พระราชโอรสองค์ที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาอ่วม รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังเทเวศร์และที่ดินรวม 18 ไร่ แด่พระราชโอรสพระองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2439 กรมพระจันทบุรีประทับ ณ วังเทเวศร์จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2474

กรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย อาทิ อภิรัฐมนตรี องคมนตรี สมุหมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ นายทหารพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

รัชกาลที่ 6 พระราชทานแด่พระยาอนิรุทธเทวา
.jpg)
เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปสนทนากับ พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม หลานของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ผู้พันแซมเป็นบุตร พลเอกเฟื่องเฉลย กับหม่อมราชวงศ์วิมลโพยม (ราชสกุลเดิมสวัสดิวัตน์) อนิรุทธเทวา ปัจจุบันผู้พันแซมคือผู้ดูแลพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ ทั้งนี้ผู้พันแซมย้ำหนักแน่นว่าตนเองคือผู้ดูแล โดยไม่เรียกตนเองว่าเจ้าของพระตำหนักใหญ่ แม้ที่ดินและพระตำหนักใหญ่ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในเขตที่ดินผืนนี้จะได้ถูกขายทอดให้พระยาอนิรุทธเทวาแล้วเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ตาม โดยผู้พันแซมย้ำว่าตนเองมีพันธกิจสำคัญคือดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ให้อยู่ในสภาพดี สมพระเกียรติแห่งราชสกุลกิติยากร

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา หรือผู้พันแซม

พระตำหนักแห่งนี้นับได้ว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องด้วยพระเจ้าแผ่นดินถึง 3 รัชกาล เสด็จพระราชดำเนินไป ณ พระตำหนักนี้ คือ รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นี่คือข้อความที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ผู้พันแซมบอกกล่าว


ย้อนความหลังไปเมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในครั้งนี้หลังจากกรมพระจันทบุรีนฤนาทสิ้นพระชนม์แล้ว พระทายาทของพระองค์ได้แบ่งที่ดินของวังเทเวศร์เป็น 3 ส่วน แล้วบริหารจัดการใหม่ โดยแบ่งขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ บริเวณตำหนักหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ยังคงอยู่ในความดูแลของสมาชิกราชสกุลกิติยากร



ตราประจำตัวเจ้าคุณอนิรุทธเทวา
ส่วนบริเวณตำหนักหม่อมเจ้าขจรจบกิตติคุณ กิติยากร ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมสงเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนที่สามของวังเทเวศร์ คือพระตำหนักใหญ่ ที่ประทับของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระยาอนิรุทธเทวา โดยปัจจุบันอยู่ในความดูแลของผู้พันแซม
หลังจากพระยาอนิรุทธเทวา คุณปู่ของผู้พันแซมถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ. 2494 พระตำหนักแห่งนี้ก็ปิดตัวลง ไม่มีผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัย เพราะมีเสียงเล่าลือสารพัด จนทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปพำนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ผู้พันแซมจึงเข้าไปบูรณะ จนกระทั่งเมื่อพระตำหนักกลับมางดงามดังเดิมแล้ว ก็จึงเปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมและศึกษาประวัติศาสตร์ของพระตำหนัก จนสุดท้ายตัดสินใจเปิดชั้นล่างของพระตำหนักเป็นร้านอาหาร และคาเฟ ชื่อ เดวา มานัวร์ (Deva Manor) โดยใช้ส่วนหนึ่งของนามสกุลคือเทวา ผสมกับคำว่า Manor (Manor แปลว่าคฤหาสน์) ส่วนชั้นบนของพระตำหนักเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์พระตำหนักใหญ่ โดยการจะเข้าชมชั้นบนของพระตำหนักต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า


ผู้พันแซมเล่าให้ฟังว่าเมื่อแรกของการเข้าไปบูรณะพระตำหนักใหญ่นั้น มีเรื่องที่ชวนให้พิศวงอยู่พอสมควร แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการฟื้นฟูพระตำหนักใหญ่ให้สมพระเกียรติของกระพระจันทบุรีนฤนาท ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี โดยคืนหนึ่งผู้พันแซมอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วเหมือนกับได้เข้าเฝ้ากรมพระจันทบุรีนฤนาท พระองค์ตรัสกับผู้พันแซมว่า ช่วยทำให้พระตำหนักแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาได้หรือไม่ ผู้พันแซมถวายคำตอบว่า ได้พะยะค่ะ จากนั้นการตั้งใจทำให้พระตำหนักใหญ่กลับมามีชีวิตชีวาก็ดำเนินไปอย่างจริงจัง แม้ในบางครั้งการทำงานจะประสบปัญหามากมายพอสมควร แต่ก็ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างดี ซึ่งผู้พันแซมบอกว่าผ่านพ้นอุปสรรคได้ด้วยพระกรุณาธิคุณของกรมพระจันทบุรีนฤนาทโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงย้ำตลอดเวลาว่าตนเองเป็นเพียงผู้รักษาพระตำหนักใหญ่ โดยไม่บังอาจกล่าวว่าเป็นเจ้าของ แม้กรรมสิทธิ์ครอบครองจะเป็นของเจ้าคุณปู่ของผู้พันแซมก็ตาม แล้วที่สำคัญคือผู้พันแซมบอกว่าไม่เคยคิดฝันว่าพระตำหนักใหญ่จะได้มาอยู่ในการดูแลของตน เพราะตนเองเป็นทายาทของตระกูลอนิรุทธเทวาลำดับ 7-8 แต่ก็น่าจะเป็นเพราะถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องมาเป็นข้าพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งเรื่องนี้สมาชิกทุกคนของพึ่งบุญและอนิรุทธเทวาล้วนตระหนักในภารกิจนี้เป็นอย่างดี


พระตำหนักใหญ่ เป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน สไตล์โคโลเนียล อาคารทาด้วยสีขาว มีตุ๊กตาแบบยุโรปประดับ และมีเสาโรมันแบบดอริก และไอโอนิคประดับด้วย ชั้นสองของพระตำหนักใหญ่มีระเบียงทำเป็นเฉลี่ยงกว้างอยู่ด้านข้าง มีรั้วลูกกรงทำด้วยซีเมนต์มีกระถางทรงยุโรปประดับ ทั้งนี้ที่ชั้นสองคือห้องพระบรรทมของกรมพระจันทบุรีนฤนาท ห้องกำปั่น และห้องโถง รวมถึงห้องทรงงาน และห้องทรงพระสำราญ จุดเด่นของพระตำหนักคือช่องลมเหนือหน้าต่างทำเป็นรูปทรงโค้ง ประดับด้วยไม้ฉลุลวดลายวิจิตร บานหน้าต่างใหญ่ด้านหน้าพระตำหนักเป็นกระจกสี (stained grass) สีสันสดใสนำเข้าจากยุโรป ส่วนกระเบื้องห้องน้ำชั้นล่างของพระตำหนักใหญ่ยังคงเป็นกระเบื้องเก่าที่นำเข้าจากอิตาลีตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อสร้างพระตำหนัก

อดีตห้องพระบรรทมกรมพระจันทบุรีนฤนาถ

อดีตห้องพระบรรทมกรมพระจันทบุรีนฤนาถ
ครั้งเมื่อเจ้าคุณอนิรุทธเทวาได้เข้ามาพำนักในพระตำหนักใหญ่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงห้องพระบรรทม เพียงแต่นำเครื่องใช้ต่าง ๆ เข้ามาไว้ในพระตำหนัก เนื่องจากของใช้ส่วนพระองค์ของกรมพระจันทบุรีนฤนาทได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากพระตำหนักแล้ว โดยเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจะมีตราประจำตัวเป็นรูปเทวดาถือกระโถน ดังนั้น ของใช้ต่าง ๆ ในพระตำหนักใหญ่ที่เป็นของเจ้าคุณอนิรุทธเทวาจึงมีตราประจำตัวประดับอยู่ทุกชิ้น
หากคุณสนใจเข้าชมพระตำหนักใหญ่แห่งวังเทเวศร์ สามารถติดต่อขอเข้าชมแบบหมู่คณะ โดยต้องติดต่อล่วงหน้าได้ที่ facebook Deva Manor Cafe
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี