543.jpg
สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

สทน. ก้าวสู่ปีที่ 21 เปิดภารกิจล่าสุด ดัน “นิวเคลียร์” ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ในอดีต ภาพจำของคำว่า “นิวเคลียร์” มักถูกผูกติดอยู่กับความน่ากลัวและเรื่องราวของการสู้รบ แต่ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ภายใต้การกำกับดูแลของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้เข้ามาแทรกซึมและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของเราในแทบทุกอณูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องในโอกาสที่ สทน. ครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้ง และเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ INST2026 เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงภารกิจล่าสุด และทิศทางการนำวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์มาเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย


 รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)

 

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สทน. มีบทบาทสำคัญอย่างไร ในการเปลี่ยนผ่านภาพจำของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศไทย?

รศ.ดร.ธวัชชัย เผยว่า สทน. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การออกกฎหมาย กำกับดูแล ควบคุมการใช้งาน ไปจนถึงกำหนดนโยบายความปลอดภัย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย และการขยายศักยภาพการให้บริการฉายรังสีเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ และการเกษตร

"ผมอยากย้ำว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน สทน. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน"

ทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป สทน. ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไว้อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย เล่าว่า สทน. มุ่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย การเพิ่มมูลค่าและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร อาหาร และสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการแพทย์

เรามุ่งยกระดับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัจจุบัน สทน. เป็นหน่วยงานหลักในการผลิต 'สารเภสัชรังสี' ส่งมอบให้กับโรงพยาบาลเกือบ 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้ตรวจและรักษามะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งไทรอยด์ สิ่งนี้ช่วยลดการนำเข้าน้ำยาราคาแพงจากต่างประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี และสามารถรองรับผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ได้มากกว่า 30,000 รายต่อปี ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านอาหาร เกษตร และสมุนไพร

การฉายรังสีในอาหารได้รับมาตรฐานการรองรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ UN ในการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และยืดอายุการเก็บรักษา โดยเฉพาะอาหารดิบและอาหารพื้นถิ่น เช่น แหนม หม่ำ ปูดอง ปลาส้ม เป็นต้น ซึ่งหลังจากฉายรังสีแล้วจะช่วยยืดอายุสินค้าจากเดิมเพียง 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นเป็นหลายเดือนหรือเป็นปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และ OTOP สามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเพิ่มกำไร โดยมีต้นทุนการฉายรังสีเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ สทน. กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการจัดตั้ง ‘ศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค’ เพิ่มเติม 4 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการในต่างจังหวัด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

นอกจากนี้ สทน. ยังได้เปลี่ยนผ่านสู่ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ โดยเปลี่ยนจากการใช้ไอโซโทปรังสีเดิม (เช่น โคบอลต์-60) มาเป็นการใช้ ‘เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน’ ซึ่งทำงานด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด-ปิดการสร้างรังสีได้ทันที ไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีตกค้าง โดย สทน.ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนในการพัฒนาต้นแบบเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อสร้างนวัตกรรมภายในประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านนวัตกรรมเพื่อการเกษตร สทน. ทำการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยใช้การฉายรังสีเพื่อเร่งอัตราการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้ง ทนน้ำเค็ม-น้ำกร่อย และทนต่อโรค เช่น พริกพันธุ์ทนโรคแอนแทรคโนส และข้าวพันธุ์ทนน้ำท่วม/น้ำเค็ม นอกจากนี้ยังคิดค้น สารอุ้มน้ำทางการเกษตร หรือ โอเอซิส เป็นนวัตกรรมเจลดูดซับน้ำสูงผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ผ่านการฉายรังสีเพื่อสร้างโครงสร้างอุ้มน้ำ เมื่อนำไปผสมในดินจะช่วยเก็บกักน้ำในฤดูฝนและค่อยๆ คายน้ำให้รากพืชในฤดูแล้ง หลังจากทดลองในอ้อยแล้วพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้สูงถึง 40% และเพิ่มอัตราการรอดของต้นยางพาราในปีแรกได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติภายใน 2 ปี แตกต่างจากสารเคมีสังเคราะห์ที่ทิ้งไมโครพลาสติกสะสมในดิน

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเรื่อง "พลังงานแห่งอนาคต" สทน. มีการเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อย่างไร?

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า "ในยุคที่ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นจากอุตสาหกรรมไฮเทคและระบบ AI ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านพลังงาน โดย สทน. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิชาการ (Technical Organization) สนับสนุนทางเทคนิคใน 2 ทิศทางหลัก

  1. โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SMR (ฟิชชั่น) ตามร่างแผนพลังงานของประเทศ มีเป้าหมายบรรจุพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก 2,400 เมกะวัตต์ (ประมาณ 8-10 โรง) เพื่อสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าที่จ่ายไฟได้ต่อเนื่อง รองรับ Data Center และระบบ AI
  2. ความหวังพลังงานสะอาด (พลังงานฟิวชั่น) สทน. เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มี ‘เครื่องโทคาแมก’ (Tokamak) ซึ่งนักวิจัยไทยสามารถประกอบและพัฒนาระบบจนเดินเครื่องได้สมบูรณ์ ก้าวขึ้นเป็น 'ASEAN Hub' ในการทดลองสภาวะพลาสมาความร้อนสูง 5 ล้านองศาเซลเซียส ปฏิกิริยาฟิวชั่นให้พลังงานมหาศาล ปลอดภัย และไม่มีกากกัมมันตรังสี ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้จริงในอีก 20 ปีข้างหน้า"

การที่ประเทศจะพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง เรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างชาติทั้งหมดหรือไม่?

"บทเรียนสำคัญของเราคือ ประเทศต้องสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและพลังงาน เปลี่ยนจาก 'ผู้ซื้อ' เป็น 'ผู้สร้าง' สทน. มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทุกระดับผ่านหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และส่งนักวิจัยร่วมทำงานระดับโลก เพื่อพิจารณาความพร้อมในการผลิตหรือบำรุงรักษาเชื้อเพลิงเองโดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ 100% ประเทศไทยใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยอย่างปลอดภัยมายาวนานกว่า 63 ปี ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของ ปส. ซึ่งเป็นหลักประกันว่าเรามีศักยภาพและระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่จะเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีสะอาดในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนครับ” รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ บนเวที INST2026

ภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ประจำปี 2569 (INST2026) ศักยภาพของ สทน. ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้แทนระดับนานาชาติ

Prof. Dr. Muhammad Rifai (BRIN, อินโดนีเซีย) มองว่า สทน. (TINT) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ในอาเซียน และยกย่องการเปิดตัวเครื่อง Tokamak ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันพัฒนาพลังงานฟิวชั่นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 

Dr. Muhammad Rawi Bin Mohamed Zin (ผู้อำนวยการ Malaysia Nuclear Agency) ประทับใจในบรรยากาศทางวิชาการที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมอย่างคึกคักของนักศึกษาไทย และเสนอแนะว่าหากได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณในการดึงดูดวิทยากรระดับโลก จะยิ่งช่วยยกระดับงานวิจัยของเครือข่ายภูมิภาคเอเชียภายใต้ IAEA สู่เวทีสากลได้อย่างแข็งแกร่ง 

WANG Yibo (Senior Engineer, ประเทศจีน) ระบุว่าการประชุมครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองแนวโน้มการพัฒนานิวเคลียร์ล่าสุด และช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความหวังที่จะเห็นความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างจีนและไทยก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

 

รศ.ดร.ธวัชชัย ทิ้งท้ายว่า “สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของ สทน. จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ "นิวเคลียร์" จะไม่ใช่เพียงวิทยาการในห้องทดลอง แต่คือหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสาธารณสุขให้กับคนไทย ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมนิวเคลียร์เพื่อสันติของภูมิภาคอาเซียน พร้อมส่งมอบสังคมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้แก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top