546.jpg
ค้นหา‘ข้อมูลหลักประกันใหม่ๆ’  ช่วยรากหญ้าพ้นภัย‘หนี้นอกระบบ’

ค้นหา‘ข้อมูลหลักประกันใหม่ๆ’ ช่วยรากหญ้าพ้นภัย‘หนี้นอกระบบ’

วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“เราทำ Focus Group (วิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม) คนแรกเป็นแม่บ้าน อายุ 38 ปี บังเอิญลูกชายไปทำผู้หญิงท้องแล้วต้องรับผิดชอบโดยการเอาเงิน 8 หมื่นบาท ไปสู่ขอเป็นสินสอด เราก็คุยกันว่าก็ท้องแล้วทำไมต้องให้บ้านนี้เสียเงินอีกแต่จริงๆ บรรทัดฐานเรากับเขาอาจไม่เท่ากัน บางคนแคร์ในบางเรื่องต่างกัน สมมุติเราตัดประเด็นนี้ไปเขามีเรื่องต้องกู้เงินไปใช้ เขาก็กู้ไปแต่งลูกชาย แต่ดอกเบี้ย 20 เปอร์เซ็นต์ใช้ไม่ทันก็ต้องไปกู้รายวันมาคืน สุดท้ายต้องหนีเข้ามากรุงเทพฯ มาทำงานแม่บ้าน ก็ไม่สามารถกู้เงินได้ แล้วก็กลับไปบ้านไม่ได้

อีกคนที่น่าสนใจ เป็นพ่อค้าขายไก่ทอด คนนี้กิจการใช้ได้ มี Cash Flow (เงินไหลเข้า-ออก) วันดีคืนดีป่วย ป่วยแล้วต้องรักษา ทำงานไม่ได้ โจทย์คือ 3 เดือนที่ทำงานไม่ได้รายรับเอาจากไหน? รายรับปกติไม่พอยังต้องมีค่ารักษาพยาบาล ต้องการใช้เงินก้อนหนึ่งด่วนๆ ทำอย่างไร? กู้หนี้นอกระบบ เพราะไม่มีข้อมูลตัวเอง ไม่สามารถกู้ได้ ไม่มีสลิปเงินเดือน นี่คือโจทย์ที่เราตั้งคำถามว่าทำอย่างไรคนกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งทุนเงินกู้ได้ หรือมีเครดิตได้”


เรื่องเล่าจาก พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคม Thailand Tech Startup Associationในเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย(TIJ) เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงชีวิตของ “รากหญ้า” คนระดับล่างหรือกลางค่อนไปทางล่างในสังคมไทย ที่รายได้แต่ละวันไม่ได้สูงนัก ซ้ำร้ายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็ไม่สามารถพึ่งพาบริการทางการเงินในระบบได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า “หากใครจะไปกู้เงินจากธนาคาร เอกสารสำคัญที่ต้องมีคือสลิปเงินเดือน” ซึ่งจะมีเฉพาะ “แรงงานในระบบ” ทำงานในสถานประกอบการเท่านั้น เพราะเป็นเอกสารที่ทางองค์กรต้นสังกัดออกให้ทุกเดือน แต่สำหรับ “แรงงานนอกระบบ” อาชีพอิสระต่างๆ เช่น คนขับแท็กซี่หรือขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าในตลาดหรือหาบเร่แผงลอย และ “แรงงานกลุ่มนี้มีมากกว่าครึ่งของแรงงานทั้งหมดในไทย” ไม่มีหลักฐานดังกล่าว จึงเข้าไม่ถึงบริการของธนาคาร เมื่อเกิด “อุบัติเหตุของชีวิต” จึงต้องไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบอย่างที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ

“เงินกู้นอกระบบยอมรับและปล่อยกู้ให้กับคนเหล่านี้ แต่ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง บางคนถึงขั้นร้อยละ 20 ต่อเดือน ก็ไม่มีความสามารถในการใช้คืน แล้วก็ไปก่อหนี้นอกระบบอีกก้อนหนึ่ง จริงๆ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาพรวมส่วนใหญ่อยู่แล้ว บางคนอยู่ในระบบก็มีปัญหาด้วย แต่เรามาเน้นที่กลุ่มนอกระบบ เราจะจัดการอย่างไร?” พณชิต เปิดประเด็นคำถาม

มุมมองจากคนทำงานธนาคาร สมประวิณมันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แต่งานนี้ “ขอพูดในนามส่วนตัว” เล่าว่า เคยผ่านประสบการณ์ไปขอสมัครบัตรเครดิตกับธนาคารแต่ถูกปฏิเสธ ทั้งที่ในเวลานั้นทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นแรงงานในระบบมีสถานที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ซึ่งธนาคารให้เหตุผลว่า “ไม่มีประวัติทางการเงินให้ตรวจสอบ” ทำให้เกิดคำถามในใจ “แล้วถ้าไม่ให้โอกาสจะมีประวัติไหม?” แต่ก็โชคดีที่หลังจากนั้นสามารถทำบัตรได้ แล้วก็มีประวัติทางการเงินมาตลอด

ถึงกระนั้น “จะโทษธนาคารก็คงไม่เป็นธรรมนัก”ดร.สมประวิณ อธิบายว่า “ระบบธนาคารเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นแรงงานในระบบ” ทำงานในบริษัทห้างร้านองค์กรต่างๆ ประวัติทางการเงินตรวจสอบได้ง่าย “แต่ประเทศไทยนั้นตรงกันข้าม” ประชากรไทยส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ ระบบธนาคารอย่างที่รับเข้ามาจากต่างแดนจึงไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทย

จากปัญหานำไปสู่ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ “เครดิตบูโร” บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวถึง “ตารางเวลา” หมายถึงคนที่แต่ละวันมีกำหนดการในชีวิตชัดเจนและค่อนข้างทำตามกำหนดการที่วางไว้นั้นอย่างเคร่งครัด เช่น ทำงานเวลาไหนถึงเวลาไหน? จ่ายค่าต่างๆ วันไหน? และ “สามารถตรวจสอบได้” ว่าทำจริงหรือไม่? คนประเภทนี้มีแนวโน้ม “เชื่อถือได้” ว่าเป็นหนี้แล้วจะจ่ายคืนอย่างครบถ้วนและตรงเวลาก็น่าจะนำไปเป็นเครดิตขอกู้เงินได้เช่นกัน

“ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดนโยบายอันหนึ่งออกมาซึ่งน่าสนใจ อยากจะเห็นการปล่อยกู้แบบเอาที่ดินมาเอาเงินไป คล้ายๆ โรงรับจำนำหมดไปเสียที เราได้เปลี่ยนมาหลังปี 2540 ดูความเสี่ยง ตอนนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังผลักดันว่าทำอย่างไรจะให้เป็น Information Base Lending (การกู้เงินโดยอิงฐานข้อมูลต่างๆ) ซึ่งมาจากตัวลูกหนี้ ทั้งสินทรัพย์ ทั้งพฤติกรรม พฤติกรรมของเขาเป็น Asset (สินทรัพย์) ถูกจัดเก็บและถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อตัวเขาเองได้” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร กล่าว

เช่นเดียวกับ บัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.-แบงก์ชาติ) ยกตัวอย่างขยายความเพิ่มเติมถึงข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาขอกู้เงิน อาทิ “พร้อมเพย์” (Prompt Pay) บริการผูกบัญชีธนาคารเข้ากับเลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ปัจจุบันมีการสมัครใช้บริการกว่า 40 ล้านบัญชีซึ่งมีการบันทึกข้อมูลโอนเงินเข้า-ออก

หรือทุกวันนี้ธนาคารต่างๆ จูงใจให้ลูกค้าหันมาใช้บริการโอนเงินทางออนไลน์มากขึ้นด้วยการลดค่าธรรมเนียมจนถึงขั้นไม่มีค่าธรรมเนียมในส่วนของการรับชำระค่าต่างๆ นี่ก็เป็นข้อมูลวินัยอีกแหล่งหนึ่ง นอกจากนี้สำหรับธุรกิจ “ขายของออนไลน์” ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น หากสามารถรวบรวมข้อมูล เช่น รายได้ชื่อเสียงของร้าน ก็น่าสนใจหากจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาขอกู้เงิน

รวมทั้งยังพบอีกว่ามีการรับชำระเงินผ่าน “คิวอาร์โค้ด” (QR Code) ผูกกับบัญชีธนาคารต่างๆ อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้ารายย่อยวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นระบบการเงินที่เข้าถึงประชาชนคนตัวเล็กๆ และสถาบันการเงินสามารถรับรู้สถานะของคนเหล่านี้ได้ เช่น ขายของดีหรือไม่ดี จนอาจนำไปสู่การสร้างรูปแบบการให้กู้เงินที่เหมาะสมได้

“สมมุติเป็นแม่บ้านจะสร้างเครดิตให้ตัวเองได้ไหม? สมัยก่อนยากมากแต่สมัยนี้ง่ายขึ้น แม่บ้านก็ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวนี้เขาเก็บหมดว่าจ่ายตรงไหม? มีการบริหารจัดการเป็นอย่างไร? จ่ายเต็มจำนวนหรือผ่อน? เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าวินัยของประชาชนเป็นอย่างไร ในโลกของการเงินการธนาคาร สิ่งที่เป็นพื้นฐานของทุกประเทศคือระบบการชำระเงิน เป็นรากฐานของการเก็บข้อมูล เราอยากเห็นข้อมูลการชำระเงิน แต่เอาเงินสดไปจ่ายจะเห็นไหม? ถึงได้มี Bill Payment Service (ระบบชำระค่าบริการต่างๆ) ในพร้อมเพย์” บัญชา ยกตัวอย่าง

อนึ่ง ข้อมูลที่น่าสนใจและเชื่อว่าภาครัฐอยากให้คนไทยเข้ามาให้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น “ภาษี” แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในสังคมไทยมีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ (ภงด.) กันน้อยมาก และคนที่จ่ายภาษีจริงก็น้อยไปกว่านั้นอีก ซึ่ง ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เปิดเผยว่า จากที่เคยพูดคุยกับใครหลายคน ข้อค้นพบคือ“คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้กลัวการจ่ายภาษี แต่คำนวณภาษีไม่เป็น” ซึ่งการจ่ายภาษีมีหลักเกณฑ์ข้อกฎหมายย่อยๆ มากมาย

ทำให้คนในสังคมแตกออกเป็น 2 กลุ่ม“กลุ่มแรก..ถึงยากก็จะทำให้ถูก” ศึกษาอย่างละเอียดจนมั่นใจเพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องเต็มร้อย กับ “กลุ่มหลัง..ถ้ายากก็ขอลา” เห็นตัวเลขคำนวณเยอะๆ ปวดหัว รู้สึกไม่ไหวก็ไม่เอา ปล่อยเลยตามเลย ไว้มีปัญหาแล้วค่อยว่ากัน และความจริงคือ “ประชากรในสังคมส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มหลังมากกว่ากลุ่มแรก” จึงไม่ต้องแปลกใจที่ประชากรไทยมีกว่า 60 ล้านคน แต่ยื่นภาษีกันเพียง 11 ล้านคน

“แล้วจะทำอย่างไรให้ง่ายขึ้น? ผมทำสตาร์ทอัพ (Start Up) เกี่ยวกับภาษี เรียกว่า iTAX พยายามให้คนที่อยากจะทำให้ถูกเข้ามาใช้แอพพลิเคชั่น โดยสามารถทำภาษีให้ถูกต้องโดยที่ตัวเองไม่ต้องรู้เรื่องภาษีก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดว่ามันก็ได้ถึงจุดหนึ่ง อย่างกลุ่มพี่ๆ แม่บ้าน ไม่ใช่กลุ่มที่จะมาใช้งานอันนี้ได้แน่ เรามั่นใจว่ามันง่ายแล้วนะ แต่พอกลุ่มนี้ปุ๊บยากกว่าเยอะเลย” อาจารย์ยุทธนา กล่าว

ด้าน ปิ่นสาย สุรัสวดี ผู้อำนวยการกองวิชาการแผนภาษี กรมสรรพากร กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการนำข้อมูลการยื่นภาษีไปประกอบการพิจารณาขอกู้เงิน เพราะคนยื่นภาษีควรถือว่ามีเกียรติซึ่งการยื่นภาษีทำในรูปแบบกระดาษ ข้อมูลจึงไม่ถูกจัดเก็บอย่างรวมศูนย์ แต่ปัจจุบันกรมสรรพากรกำลังพัฒนาระบบให้สามารถเก็บข้อมูล เช่น หัก ณ ที่จ่าย ข้อมูลผู้เสียภาษีว่ามีบุตรหรือไม่ ข้อมูลการซื้อประกัน-ซื้อกองทุน ฯลฯ ผู้เสียภาษีมีหน้าที่เพียงเมื่อถึงปลายปีเข้าไปดูว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้องกดยอมรับการชำระภาษีก็เรียบร้อย ไม่ต้องมีความรู้ก็ทำได้

หรือประชากรกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ขณะนี้มีแนวคิดแต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายจึงยังไม่สามารถทำได้ คือการให้ผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ต้องออกใบกำกับภาษีแบบดิจิตอลแล้วบันทึกเข้ากับโทรศัพท์มือถือ เพราะทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือต้องลงทะเบียนเจ้าของอยู่แล้ว ในอนาคตหากทำได้ กรมสรรพากรก็จะเปิดระบบให้แต่ละคนเช็คได้ว่าแต่ละปีตนเองใช้จ่ายอะไรไปบ้างเท่าไหร่ โดยดูจากการภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเจ้าของข้อมูลอาจนำไปใช้พิจารณาขอกู้เงินได้ รวมถึงข้อมูลหัก ณ ที่จ่าย กรณีรับจ้างในลักษณะเป็นแรงงานนอกระบบด้วย

บทสรุปของเรื่องนี้..แม้ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างๆ ประชาชนยังคงกังวลว่าจะถูกนำไปใช้ทำอะไรอื่นๆ ที่ไม่ปรารถนาจะให้ใช้อีกหรือไม่? จึงไม่อยากให้ข้อมูลที่เป็นจริง ดังนั้นหากจะให้ระบบที่ว่านี้เกิดขึ้นได้จริง คงต้องวางกฎระเบียบให้ชัดว่าการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ใช่โดยตัวเจ้าของข้อมูลนั้นควรทำได้แค่ไหน?

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top