ยังคงต้องติดตามกันต่อไปกับ “การชุมนุมประท้วงใหญ่บนเกาะฮ่องกง” ที่จุดเริ่มต้นมาจากการคัดค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน กลายเป็นยกระดับสู่การกดดันให้ผู้บริหารเกาะลาออก ถึงขั้นบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาและท่าอากาศยาน มีการปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ท่ามกลางกระแสข่าวว่าท้ายที่สุดรัฐบาลกลางของจีนที่กรุงปักกิ่ง อาจส่งกำลังทหารเข้ายุติสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ในขณะที่ชาวโลกรวมถึงคนไทยที่ติดตามข่าวสารอยู่วงนอกก็แบ่งเป็นฝักฝ่าย บ้างเชียร์ฝ่ายทางการจีน บ้างสนับสนุนผู้ประท้วงชาวฮ่องกง ตามแต่มุมมองทางการเมืองของตน
ช่วงเย็นของวันที่ 13 ส.ค. 2562 มีการจัดเสวนาเรื่อง “ฮ่องกง ทำไมต้องประท้วง” โดยศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งหนึ่งในวิทยากรคือ อาร์ม
ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญระบบกฎหมายของจีน รับหน้าที่เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของเกาะฮ่องกง ก่อนเดินมาถึงจุดเดือด ณ วันนี้ เริ่มจาก “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ชนวนเหตุแรกของการประท้วง
“ก่อนปี 1997 (พ.ศ.2540) ฮ่องกงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ฉะนั้นก็จะใช้กฎหมายภายในของอังกฤษ สมมุติมีคนทำผิดกฎหมายจากประเทศอื่นหนีเข้ามาในฮ่องกง โดยทั่วไปจะส่งผู้ร้ายกันในกลุ่ม Commonwealth (เครือจักรภพ) หมายถึงประเทศที่มีสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษเป็นประมุข ใช้กฎหมายอังกฤษ ทีนี้พอฮ่องกงกลับคืนสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ก็ต้องพยายามปรับกฎหมายของอังกฤษให้เป็นกฎหมายภายในของฮ่องกง
ตอนนั้นก็ออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของฮ่องกงออกมา กฎหมายก็ง่ายมาก ฮ่องกงจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณีที่มีการตกลงสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกัน และฮ่องกงก็ตกลงสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับ 20 ประเทศ แล้วตั้งแต่ปี 1997 ก็ส่งผู้ร้ายข้ามแดนประมาณ 100 คน เยอะที่สุดคือส่งกลับไปสหรัฐอเมริกา คือคนทำผิดกฎหมายที่สหรัฐฯ แล้วหนีมาฮ่องกง สหรัฐฯ ก็เรียกให้ขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไป” อาจารย์อาร์ม กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางของจีนที่กรุงปักกิ่ง แต่ฮ่องกงก็มีอิสระในการบริหารกิจการภายในของตนเองอย่างมาก ตามนิยาม “1 ประเทศ 2 ระบบ” รัฐบาลกลางของจีนสงวนอำนาจไว้เพียงการทหารและการต่างประเทศเท่านั้น รวมถึง “จีนไม่สามารถขอให้ฮ่องกงส่งตัวบุคคลที่ตนต้องการได้ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ซึ่งที่ผ่านมาเจรจากันตลอดแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะ “ชาวฮ่องกงไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของจีนแผ่นดินใหญ่” ส่วนฝั่งจีนเองก็ไม่ได้เร่งรัดเท่าใดนักที่จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกง
สำหรับร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่กลายเป็นชนวนของการประท้วงครั้งนี้ ผู้ร่างก็ออกแบบโดยหวังว่ายังคงรักษาอำนาจการตัดสินใจของผู้บริหารเกาะฮ่องกงไว้ กล่าวคือ “ให้พิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ กรณีประเทศที่ร้องขอนั้นไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกง” ฟังดูแล้วไม่น่ามีอะไร แต่ก็กังวลกันว่า “นี่คือช่องทางที่จะให้ส่งคนที่ทางการจีนต้องการจากเกาะฮ่องกงไปยังแผ่นดินใหญ่” ซึ่งแม้ว่ากระบวนการยุติธรรมของจีนแผ่นดินใหญ่จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นไม่รวมถึง “คดีการเมือง” ที่เป็นปัญหาเสมอมา
“นักวิชาการฝรั่งพูดด้วยซ้ำว่า 90% ไม่มีอะไร แต่มันจะเป็นปัญหาทันทีที่เป็นคดีการเมือง หมายถึงคดีที่พรรคคอมมิวนิสต์มีธงชัดเจนว่าต้องการเล่นงานคนนี้หรือจัดการเรื่องนี้ เพราะระบบศาลของประเทศจีนไม่ได้เป็นอิสระแต่อยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ในระบบศาลมีคณะกรรมการพรรค ฉะนั้นถ้าพรรคมีธงมาว่าจะจัดการคนนี้ ศาลไม่ได้มีอิสระที่จะไม่ทำตามนั้น ฉะนั้นจึงได้เกิดความกังวลขึ้นทั่วไปในสังคมฮ่องกง ว่าใครที่เป็นศัตรูกับรัฐบาลจีน รัฐบาลจีนก็ใช้กลไกนี้ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไป ฮ่องกงก็จำเป็นที่จะต้องส่ง” อาจารย์อาร์ม ระบุ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเชื่อมโยงกันคือ “รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ยอมปล่อยให้ฮ่องกงมีการเลือกตั้งที่เสรี ทั้งที่อยู่ในธรรมนูญการปกครองของฮ่องกง มาตรา 45 และ 68” โดยเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเป้าหมายปลายทางคือชาวฮ่องกงต้องได้เลือกตั้งทั้งผู้บริหารและสมาชิกสภานิติบัญญัติ “แต่ปัญหาคือกฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน” ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2550 รัฐบาลปักกิ่งได้ให้สัญญาว่าจะให้สิทธิดังกล่าวกับชาวฮ่องกงภายในปี 2560
แต่แล้ว “ในปี 2557 รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ระบุว่าขอสงวนสิทธิ์คัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยต้องเป็นผู้ที่รักทั้งฮ่องกงและจีน ทำให้กลุ่มผู้นิยมประชาธิปไตยในฮ่องกงมองว่านี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เสรี” และแม้จะจีนพยายามผลักดันกฎหมายเลือกตั้งดังกล่าว แต่ด้วยความที่สมาชิกสภานิติบัญญัติของฮ่องกงถึง 1 ใน 3 เป็นกลุ่มหัวก้าวหน้า ร่างกฎหมายนี้จึงตกไป ปัจจุบันฮ่องกงจึงยังไม่มีการเลือกตั้งโดยตรง แต่เป็นการเลือกโดยอ้อมผ่านคณะผู้เลือกตั้งจำนวน 2,000 คน ที่มาจากผู้คนสาขาอาชีพต่างๆ บนเกาะฮ่องกง ซึ่งรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังมีอิทธิพลในการสรรหา
“ในปี 2014 (พ.ศ.2557) ถึงเกิด Umbrella Revolution (การปฏิวัติร่ม) และในการประท้วงครั้งนี้ก็มีประเด็น Universal Suffrage (สิทธิในการเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรม) มีประเด็นให้เริ่มกระบวนการใหม่เพื่อแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้ง ที่คนเขาไม่เชื่อมั่นกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพราะผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงอยู่ใต้อิทธิพลของปักกิ่ง เพราะยังไม่มีการเลือกตั้ง คนที่จะเป็นผู้บริหารสูงสุดได้ต้องผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2,000 คน ซึ่งปักกิ่งก็มีส่วนในการบอกว่าสนับสนุนผู้สมัครคนไหน
ฉะนั้นปัญหาที่มีขึ้นมา ตกลงคนไม่เชื่อมั่นว่าถ้ามีคดีที่ต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งศาลฮ่องกง ทั้งผู้บริหารฮ่องกง จะกล้าปฏิเสธที่จะไม่ส่งตัวผู้ร้ายกลับไปปักกิ่ง ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือเห็นชัดเจนว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองส่วนหนึ่ง แต่ก็มีหลายคนบอกว่าภายใต้กรอบ 1 ประเทศ 2 ระบบ ที่ตอนนี้จีนแผ่นดินใหญ่มีอิทธิพลมากกับรัฐบาลฮ่องกง เพราะฮ่องกงไม่ได้มีการเลือกตั้งโดยตรง มันจะทำให้กลไกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนถูกบิดเบือนไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้” อาจารย์อาร์ม กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจีนผู้นี้ กล่าวอีกว่า “ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ค่อนข้างเปิดกว้าง” เช่น ในปี 2550 ยุคของประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ที่ประกาศจะให้ชาวฮ่องกงเลือกตั้งในปี 2560 แต่แล้ว “ในเวลาต่อมาท่าทีของจีนกลับเปลี่ยนเป็นอนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม” มองว่าในฮ่องกงมีคนบางกลุ่มไม่ได้เรียกร้องเพียงการเลือกตั้งแต่คิดถึงขั้นแยกประเทศ “ส่วนฮ่องกงที่อยู่กับอังกฤษมานาน แม้ไม่มีการเลือกตั้งแต่ก็มีเสรีภาพอื่นๆ เต็มที่” ทั้งเสรีภาพสื่อมวลชน การชุมนุมโดยสงบ จึงไม่อยากให้จีนแผ่นดินใหญ่ที่มักจำกัดสิทธิเสรีภาพต่างๆ มามีอิทธิพล
หรือก็คือ “ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน”!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี