546.jpg
จัดระเบียบ 4 แสนล้านเพื่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ภาคหนึ่ง

จัดระเบียบ 4 แสนล้านเพื่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ภาคหนึ่ง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 02.00 น.

1.พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา (2563) มีวงเงินทั้งสิ้น 1 ล้านล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 45,000ล้านบาท ส่วนที่สอง เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 555,000ล้านบาท และส่วนที่สาม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จำนวน400,000 ล้านบาท

ในสองส่วนแรกนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของประชาชนจากมาตรการของทางภาครัฐที่บังคับใช้ในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (การเยียวยาเงินเพื่อการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในกลุ่มต่างๆ) สำหรับส่วนที่สาม เป็นความหวังในการนำพาเศรษฐกิจและสังคมให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก ซึ่งผมให้ความสนใจในประเด็นที่ว่า จะทำอย่างไรให้งบประมาณจำนวนนี้ได้รับการใช้จ่ายไปอย่างคุ้มค่า และทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติ


2.เงิน 4 แสนล้านที่กล่าวถึงนี้ ได้รับการวางยุทธศาสตร์มาให้ใช้จ่ายครอบคลุมใน 3 เรื่อง คือ 1) แผนงานการลงทุนและกิจกรรมการพัฒนาเพื่อการพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและการลงทุนรวมไปถึงการท่องเที่ยวและบริการ 2) แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพในเรื่องการส่งเสริมการตลาด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การจัดหาปัจจัยการผลิต และการยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ ในท้องถิ่นหรือชุมชน และ 3) แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนกระบวนการผลิตเพื่อการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

ด้วยขอบเขตของแผนงานทั้ง 3 เรื่องที่เปิดกว้างไว้สำหรับทุกโครงการ โดยขาดการศึกษาและความเข้าใจในปัญหาและบริบทของแต่ละระบบธุรกิจและพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจน นี่คือจุดอ่อนและปัญหาของโครงการที่มาจากเงินกู้ในส่วนนี้ ในทางกลับกัน ถ้าสามารถค้นหาหรือกำหนดพื้นที่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน รู้จักปัญหาและวางกรอบหนทางในการแก้ไขที่ชาวบ้านต้องการจริงๆ รวมไปถึงการยกระดับในเรื่องของการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงอาชีพต่างๆ ที่วางระบบเชื่อมโยงกันในแง่ของความเอื้อเฟื้อทางกระบวนการผลิตและการตลาดแล้ว เงินกู้ก้อนใหญ่นี้ก็จะไม่ละลายหายไปกับโครงการที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรกับพื้นที่ และขาดความยั่งยืนเหมือนที่ผ่านมา

3.นี่เองที่ทำให้ต้องมาตั้งคำถามว่า แล้วใครกันล่ะ ที่เป็นคนกำหนดโครงการเพื่อการใช้เงินกู้ในส่วนของ 4 แสนล้านบาทนี้เมื่อไปอ่านในรายละเอียดของ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ก็ได้คำเฉลยว่า เป็นคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งประกอบด้วย เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง
การคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน5 คน เป็นกรรมการรวมทั้งหมด 11 ท่าน คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการก่อนนำไปเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อการอนุมัติ

แล้วคณะกรรมการชุดนี้ จะเอาโครงการและแผนงานที่จะรองรับการใช้เงินกู้ก้อนใหญ่นี้มาพิจารณาจากไหน นี่ก็เป็นอีกคำถามที่หลายคนคงสงสัย คำตอบก็คือ บรรดาเหล่าข้าราชการประจำจากกระทรวงและส่วนราชการต่างๆ นั่นไง ที่จะเสนอโครงการและแผนงานตามกรอบที่แต่ละสายบังคับบัญชาในงานนั้นๆ จะเห็นเหมาะสม ซึ่งท้ายที่สุด ก็อาจคาดเดาได้ว่า โครงการหรือแผนงานไหนที่ยังไม่ได้งบประมาณและค้างอยู่ในระบบของส่วนราชการนั้นนาน ก็อาจจะถูกปัดฝุ่นรื้อขึ้นมาคืนชีพอีกครั้ง เพื่อส่งไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ให้พิจารณา เพื่อนำมาซึ่งงบประมาณในส่วนงานที่มากขึ้นและการันตีความถูกต้องเหมาะสมในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งอาจจะมาจากปัญหาที่แท้จริง หรือการพัฒนาที่ควรต้องเกิดขึ้นจริง หรือโอกาสที่ต้องรีบบริหารจัดการจริง ในพื้นที่เป้าหมายก็อาจเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ใช่ เงินกู้ 4 แสนล้านก็จะกลายเป็นเงินถมงบประมาณของหน่วยงานปกติไป กลายเป็นเม็ดฝนที่โปรยปรายลงบนดิน ที่เกษตรกรมองเห็นแต่จับต้องไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาเลย ซึ่งผมก็หวังอย่างสุดใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

4.ดังนั้น เพื่อความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด (แบบที่ไม่ต้องฝากไว้กับจิตสำนึกของข้าราชการ) ต่อเงินกู้ 4 แสนล้าน เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนด ผมขอเสนอกรอบการกลั่นกรองการใช้เงินจำนวนดังกล่าว ดังนี้

เริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่จะนำไปสู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคม ขอให้ประกอบด้วย 1) เกษตรกรรายย่อย และแรงงานรับจ้าง 2) ผู้ประกอบการรายย่อย และ 3) ผู้ประกอบการ SME เพราะประชาชน ทั้ง 3 กลุ่มนี้ เป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีกลุ่มประชากรจำนวน 10-20 ล้านคน ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้ล้วนตกเป็นเบี้ยล่างของระบบเศรษฐกิจและสังคมภายใต้โครงสร้างที่เอื้อต่อทุนมากกว่าแรงงาน จนนำมาซึ่งผลกระทบตลอด 30 ปีของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ ซึ่งก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่นำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมือง แต่ถ้าเราสามารถทำให้กลุ่มประชากรทั้ง 3 ส่วนนี้กลายเป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจในประเทศที่เข้มแข็งได้ ผลที่ตามมาก็จะทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้รับการ
ขยายตัวขึ้นไปด้วย

นี่คือส่วนแรกของคำแนะนำที่ผมอยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำไปพิจารณา ด้วยหลักของตรรกะและเหตุผล ส่วนในบทความหน้า จะว่าด้วยคำแนะนำอีกส่วนที่เหลือ คือเรื่องของการลงทุนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับเงินกู้มหาศาลก้อนนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top