“อัยการเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย เรียกว่าเป็นแพะก็ได้ ในทรรศนะผมนะ คนอื่นอาจจะมองว่าอัยการเป็นตัวการ แต่ผมว่าไม่ใช่ เขาทำกันมาตั้งกี่ปีแล้วตั้งแต่เกิดเหตุ เท่าที่ผมทราบส่งสำนวนไป7-8 เดือน สรุปสั่งฟ้อง แต่เขาก็รู้อยู่แล้วว่าอัยการฟ้องไม่ได้ ในวงการเขาเรียกสำนวนไม่ตรงปก คือสรุปสำนวนสั่งฟ้องแต่พออัยการจะฟ้อง ไม่เมา ไม่เร็ว คนตายขับรถตัดหน้า มันจะฟ้องอย่างไร? ก็เป็นที่มาของการสั่งให้สอบเพิ่มเติม พอสั่งให้สอบเพิ่มเติมก็เป็นช่วงเวลาของการดอง อะไรบิดไม่ได้ก็ปล่อยขาดอายุความไป เช่น เรื่องชนแล้วหนีก็ปล่อยขาดอายุความไป”
ความเห็นของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ที่กล่าวในงานเสวนา “บทเรียนกรณีบอสกระทิงแดง : จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไรไม่ให้คนผิดลอยนวล” ว่าด้วยกรณีอื้อฉาวที่ไม่เฉพาะแต่สังคมไทยแต่ยังได้รับความสนใจในระดับโลก เมื่ออัยการถอนฟ้องทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเจ้าดัง วรยุทธ “บอส” อยู่วิทยา ที่ขับรถเก๋งเฟอร์รารี่ไปชนตำรวจที่ขี่จักรยานยนต์ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตในปี 2555 กลายเป็นพ้นจากสถานะผู้ต้องหาหนีคดีโดยสมบูรณ์
ซึ่งในขณะที่สังคมกำลังมอง “อัยการ” สถาบันที่เป็นกลางทางของกระบวนการยุติธรรม ในฐานะ “จำเลย” แต่ในอีกมุมหนึ่งดูจะเป็นภาวะ “ไร้ทางเลือก” เสียมากกว่า เนื่องจาก “อัยการไทยมีข้อจำกัดอย่างมากในการแสวงหาข้อเท็จจริง..เพราะไม่ได้เห็นพยานหลักฐานในคดีอย่างละเอียดเท่าที่ตำรวจเห็น” งานที่อัยการไทยทำกันในแต่ละวันคือการตรวจและพิจารณาเอกสารสำนวนที่ตำรวจส่งมา โดยไม่รู้ว่าคดีนั้นความจริงคืออะไรกันแน่
“ใครบอกว่าพยานจะให้การอย่างไร ไม่ใช่! มันขึ้นอยู่กับตำรวจจะจดอย่างไร ไม่ใช่ว่าพยานจะมีสิทธิ์ให้การ ถ้าเขาไม่ถามคุณจะได้พูดไหม? น้องๆ อันนี้ไม่เกี่ยวกับคดีไม่ต้อง เขาก็จะถามที่เขาอยากให้ตอบ แล้วถ้าตอบไม่เข้าเป้าก็ไม่จดอีก แล้วที่จดบางอย่างไม่รู้เขาพูดหรือเปล่า ยิ่งพยานเป็นคนจน เป็นคนมีปัญหาเสพยาเสพติด ไปใหญ่เลย ไม่มีอำนาจต่อรอง สอบที3-4 ชั่วโมง อยากกลับบ้าน เอาอะไรมาให้เซ็นก็เซ็นหมด” พ.ต.อ.วิรุตม์ ยกตัวอย่าง
พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวต่อไปว่า “ทิศทางของคดีถูกกำหนดมาตั้งแต่อยู่ในมือของตำรวจแล้ว” ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยเป็นพนักงานสอบสวนคดีจราจรอยู่หลายปี แม้อัยการจะสั่งสอบเพิ่มเติมแต่ตำรวจก็ยังมีช่องทางดองหรือดึงเรื่องไว้ได้ ดังนั้น “หากจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อัยการจะต้องมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงของคดีมากกว่าที่เป็นอยู่” อนึ่ง ด้วยความที่ถูกหล่อหลอมมาคนละแบบวิธีคิดของทั้ง 2 อาชีพ จึงแตกต่างกัน
กล่าวคือ “ตำรวจนั้นผ่านสถาบันฝึกอบรมแบบเน้นระบบทหาร ขณะที่อัยการแต่ละคนจบกฎหมายและมีความคิดเป็นอิสระกว่า” เรื่องนี้ยังมีการเปรียบเทียบระหว่างตำรวจที่จบสายตรงมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กับที่มาจากผู้จบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแล้วสอบเข้ารับราชการภายหลัง ว่า “พนักงานสอบสวนที่จบจากมหาวิทยาลัยมักไม่ค่อยก้าวหน้าในอาชีพ เพราะมีวิธีคิดแตกต่างจากผู้ที่จบจากโรงเรียนนายร้อย”ทั้งนี้ ปัจจุบันมีความพยายามแก้ไขกฎหมายเดิมและร่างกฎหมายใหม่ เพื่อให้พนักงานสอบสวนทำงานเป็นอิสระมากขึ้น
“พนักงานสอบสวนจะไม่อยู่ภายใต้อำนาจของหัวหน้าสถานีตำรวจ จะเป็นอีกสายงานหนึ่ง สามารถสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการเองได้ ทุกวันนี้งานสอบสวนมันถูกคุมโดยตำรวจผู้มีชั้นยศ ไม่ได้ถูกคุมโดยหัวหน้าพนักงานสอบสวนโดยตรง หัวหน้าพนักงานสอบสวนประเทศไทยปัจจุบันจำนวนมากไม่ได้เรียนกฎหมาย โรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่ได้วุฒิทางกฎหมาย (นิติศาสตร์) เป็นวุฒิรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่มีฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน คือหัวหน้าสถานีกับผู้บัญชาการจังหวัด
แต่คนที่มีความรู้ทางกฎหมายแท้ๆ เป็นพนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติงาน เซ็นสำนวนส่งอัยการไม่ได้ (ร่าง) พ.ร.บ.สอบสวน จะทำให้เขาเซ็นสำนวนส่งอัยการได้ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าเรื่องที่พนักงานอัยการเข้ามาตรวจสอบการสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุ อัยการไทยผมว่าเป็นอัยการที่อาภัพที่สุดในโลกก็ว่าได้ คือนั่งอ่านนิยายสอบสวนอย่างเดียว อ่านไปอ่านมาจนตัวเองก็รู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่อ่านสำนวน แล้วพอจะชวนไปดูที่เกิดเหตุก็เงอะๆ งะๆ งง! จะไปอย่างไร? รถลาม้าช้าง คนก็ไม่มี” พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาเปิดเผยว่า ร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปตำรวจคือ(ร่าง) พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ (ร่าง) พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ปัจจุบันอยู่ในสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาแล้วประมาณ 2 เดือน จึงเสนอแนะว่า นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ควรเร่งเสนอร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็ว เพื่อให้ได้รับฟังความคิดเห็นหลากหลายจากทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และประชาชน
ในวันที่ 4 ส.ค. 2563 มีความเคลื่อนไหวจากทั้ง 2 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับคดีบอส-วรยุทธ โดยคณะทำงานตรวจสอบของสำนักงานอัยการสูงสุด นำโดย ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดแถลงข่าว ระบุว่า พนักงานสอบสวนยังมีโอกาสฟ้องได้ใน 2 ประเด็นที่อาจนับเป็นหลักฐานใหม่ได้ คือ 1.กรณีพบสารเสพติดโคเคนในเลือด ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58 ประกอบกับมาตรา 91 ระบุอัตราโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 3 ปี และมีอายุความตามกฎหมาย 10 ปี แต่ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อหานี้
กับ 2.กรณีขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต มีการกล่าวถึงนักวิชาการ 2 ท่านคือ สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงเกิดเหตุทำหน้าที่เป็น
ที่ปรึกษาด้านวิชาการให้กับกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำรายงานวิเคราะห์จากกล้องวงจรปิดที่จับภาพวินาทีเกิดเหตุได้ ว่ารถของ บอส-วรยุทธ แล่นมาด้วยความเร็วประมาณ 170 กม./ชม. รวมถึง สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจรและขนส่ง ที่วิเคราะห์ความเร็วไว้ที่ 126 กม./ชม.
ขณะที่คณะทำงานตรวจสอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มี พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน มีรายงานว่า ได้เรียก พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น (ยศปัจจุบัน) หนึ่งในทีมตรวจสอบความเร็วในคดีดังกล่าวเข้าให้ข้อมูล โดยข้อมูลความเร็วจาก พ.ต.อ.ธนสิทธิ เป็น 1 ในข้อมูลสำคัญที่มีส่วนทำให้คดีดังกล่าวพลิกเนื่องจากการตรวจสอบรอบแรก ประเมินความเร็ว 177 กม./ชม. + หรือ-17 กม./ชม. แต่รอบสองปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลความเร็วใหม่ เป็น 79.23 กม./ชม.
สุดท้ายเรื่องนี้จะจบอย่างไร..ประชาชนทั้งหลายโปรดรอติดตาม!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี