วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนา “ลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตด้วยสิทธิตามกฎหมาย” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ว่า การจัดเก็บข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรในประเทศไทย จำเป็นต้องถูกแก้ไข เนื่องจากทันทีที่ใครก็ตามเข้าสู่กระบวนการพิมพ์ลายนิ้วมือ คนคนนั้นจะมีประวัติอาชญากรติดตัวทันที แม้ว่าภายหลังอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลมีคำพิพากษายกฟ้องก็ตาม
ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย โดยรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ฉบับปี 2489 จนถึงฉบับปัจจุบันคือ 2560 รับรองหลักการที่ว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำตัดสินว่าผิดจริง หลักการนี้คุ้มครองทุกคน และทุกคนก็มีโอกาสตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่เรื่องนี้ก็เห็นใจกองทะเบียนประวัติอาชญากรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีตำรวจต่างๆ เพราะทั้งอัยการและศาลไม่มีหน้าที่ส่งข้อมูลบทสรุปปลายทางของคดีกลับไปยังสถานีตำรวจ ส่วนตำรวจเองก็มีภาระงานมากมายหลายด้าน
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อไปว่า ตนไม่มีปัญหากับการที่ตำรวจจะทำฐานข้อมูลของผู้ถูกจับกุมเพราะต้องใช้ในการทำงาน แต่ฐานข้อมูลนี้ต้องถูกเรียกว่าทะเบียนประวัติผู้ต้องหา กระทั่งศาลมีคำพิพากษาว่าผิดจริงแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นอาชญากร ดังนั้นทะเบียนประวัติอาชญากรจึงควรเป็นเรื่องของกรมราชทัณฑ์หรือกระทรวงยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาเป็นภาระของประชาชนที่จะต้องไปขอลบประวัติเองเมื่อคดีถึงที่สุดว่าไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา นอกจากนี้ยังมีกรณีผู้ต้องโทษปรับเล็กๆ น้อยๆ แต่ชื่อก็ถูกนับรวมในฐานะอาชญากรไปแล้ว
“มีชื่อทั้งหมด 17 ล้านแผ่น อาจจะมีคนที่ซ้ำกัน ถ้าคิดกลมๆ หารสองเอาง่ายๆ จริงๆ ก็น่าวิจัยเพราะไม่ทราบว่า 17 ล้านแผ่นมีทั้งหมดกี่คน แต่กลมๆ หารสองอย่างน้อยก็ 8.5 ล้านคน น่าตกใจคนไทย 67 ล้านคน เป็นอาชญากร 8.5 ล้านคน แต่ในความเป็นจริง 8.5 ล้านคนไม่ใช่อาชญากร ที่ติดคุกจริงอาจจะไม่ถึงครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเพียงแค่ถูกตั้งข้อหา” ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะสามารถคัดแยกทะเบียนประวัติระหว่างผู้ต้องหาที่ศาลยังไม่ตัดสิน กับอาชญากรที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าผิดจริง แต่สิ่งที่ต้องคิดกันต่อไปว่าฐานข้อมูลผู้ต้องหานี้ควรจะเปิดเผยหรือปกปิดอย่างไร เช่น หากจะไปสมัครสอบเป็นข้าราชการ หรือสมัครงานเป็นครูที่ต้องดูแลเด็ก หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่รับสมัครงานนั้นจะขอตรวจประวัติผู้ต้องหาเหมือนกับที่ขอตรวจประวัติอาชญากรได้หรือไม่ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด
ทั้งนี้ กระบวนการในปัจจุบันเมื่อมีการพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว ข้อมูลประวัติอาชญากรรมของคนคนนั้นจะสามารถถูกเปิดเผยได้โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว ซึ่งในความเป็นจริงเมื่อบุคคลจะไปสมัครงานก็มักต้องเซ็นยินยอมให้บริษัทหรือนายจ้างตรวจประวัติอาชญากรรมเพราะทุกคนย่อมอยากได้งานทำ และประวัตินั้นจะแสดงไปตลอดจนกว่าจะเข้าเงื่อนไขให้เจ้าตัวมายื่นขอปิดประวัติ เช่น มีคำตัดสินแล้วว่าไม่มีความผิด ลักษณะนี้เรียกว่าวางข้อมูลเปิดเผยไว้ที่กล่องหน้าบ้าน เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขจึงคัดแยกเข้าไปปกปิดไว้ในกล่องในบ้าน.
“เราลองกลับกัน เวลาที่เขาพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้ต้องหาได้รับการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่ กองทะเบียนประวัติท่านเอามาไว้ในกล่องในบ้านให้หมดก่อนได้ไหม คือปกปิดเป็นหลักไว้ก่อน ส่วนจะไปเปิดในการสอบสวนคดีอาญาในหน่วยงานสืบสวนท่านเอง ท่านทำได้เพราะใช้ในหน่วยงานราชการด้วยกัน หรือท่านจะไปเปิดเพื่อให้เป็นคุณสมบัติสอบชีพสำคัญหรืออาชีพที่เกี่ยวกับเด็กท่านก็ทำได้เพราะมันเป็นกล่องปกปิด เพราะเขาเป็นแค่ผู้ต้องหา แล้วเวลาเขาได้คำพิพากษาถึงที่สุดว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว เป็นคนที่ต้องรับโทษจำคุกขึ้นมาแล้ว ท่านก็ใช้วิธีคัดแยก แต่คัดไปเปิดเผยในกล่องหน้าบ้านแทน” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี