อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ที่บำเพ็ญสมาธินั้น ผู้ที่มีสมาธิในจิตนั้น "เทหํ เทวกายํ มนุสฺสํ เทหํ เทวกายํ" มนุสฺ เทหํ ก็หมายความว่า เมื่อละจากกายเป็นมนุษย์ เทวกายํ ก็ได้กายเทพ หรือเรียกว่า กายเทวดา นี่คือ ผลของสมาธิ ท่านว่า มนุสฺสํ เทหํ เทวกายํ เมื่อละจากกายอันเป็นมนุษย์ก็ไปได้กายเทวดา ซึ่งเป็นสิ่งที่พัฒนา คือหมายความว่า เพิ่มความดีของเราให้สูงยิ่งขึ้น
สมาธินั้นถ้าเราจะไปปรารถนาสิ่งนั้นบ้างสิ่งนี้บ้างมันก็ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะสมาธิต้องตัดอารมณ์ เรานั่งสมาธิเพื่อความปรารถนาสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันกลายเป็นอุปาทาน และกลายเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นการทำสมาธิท่านจึงไม่ให้ปรารถนาเพื่อ เราจะทำสมาธิเพื่อเอาเทวดาหรือเราจะทำสมาธิเพื่อเอาพระอินทร์พระพรหมอย่างนี้ท่านก็ห้าม ไม่ให้เราทำสมาธิปรารถนาอย่างนั้น แต่ว่า ถึงเราจะปราถนาและไม่ปรารถนา..เมื่อเราทำ เราก็ได้
ที่ท่านไม่ให้ปรารถนานั้นท่านต้องการที่จะไม่ให้เรามีอุปาทานมีอารมณ์นั่นเอง เพราะอุปาทาน อารมณ์ มันเป็นภัยของสมาธิ มันเป็นอันตรายของสมาธิ เราต้องกำจัดอันตรายนี้ออกไป ให้เหลือความเป็นหนึ่งของจิต จิตนี้เมื่อเหลือความเป็นหนึ่งได้ ก็จะเริ่มมีพลังแล้ว
............................
พระธรรมเทศนาหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ขออนุโมทนาบุญข้อมูลจาก "ลานธรรมจักร" ขอบคุณภาพจากเพจ "ยุวสาสมาธิ (สมาธิสำหรับเยาวชน)"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี