เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้อย่างมหาศาล และเกิดผลกระทบกว้างขวางที่สำคัญคือการสร้างความมยากลำบากให้กับประชาชนจำนวนมาก
นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท เล่าให้ฟังว่า มูลนิธิชุมชนไท เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานกับกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนเปราะบาง คนไร้สิทธิสถานะ คนไร้สิทธิในที่ดิน และชุมชนเสี่ยงภัยพิบัติ โดยเฉพาะทำงานกับชุมชนของพี่น้องชาวเลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต สิทธิชุมชน และเรื่องศิลปวัฒนธรรม จึงมีการติดต่อประสานงานอยู่กับชุมชนชาวเลกว่า 44 ชุมชนมานานราว 15 ปี ทำให้ได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ของพวกเขา ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
“สิ่งแรกที่เห็นก็คือจังหวัดภูเก็ตประกาศปิดเกาะ นั่นหมายความว่าพี่น้องชาวเลราไวย์ที่อยู่ภูเก็ตจะไม่มีเงินซื้อข้าวสารแน่ๆ เพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมของพวกเขาจะไม่มีการสะสมอาหาร อย่างน้อยที่สุดเท่าที่เราคุ้นเคยกันคือพี่น้องราไวย์ 230 ครอบครัว ประมาณ 1,700 คน ต้องเผชิญความยากลำบากแน่” นายไมตรี กล่าว

เมื่อย้อนสถานการณ์เมื่อตอนต้นปี 2563 ในวันที่เกาะภูเก็ตไร้นักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจมากมายต้องปิดตัว ขณะที่ชาวเลไม่สามารถนำปลาที่หาได้ไปขาย เพราะไม่มีใครรับซื้อ มูลนิธิชุมชนไทจึงคิดหาวิธีการที่จะทำให้ชาวเลเข้าถึงอาหารในสถานการณ์ของโรคระบาด โดยได้ความร่วมมือจากสื่อหลายสำนักที่คุ้นเคยกันเพราะเคยมาลงพื้นที่และเข้าใจวิถีของชาติพันธุ์ที่นี่ ก็ช่วยกันกระจายข่าวให้ ทำให้มีข้อเสนอจากคนปลูกข้าวในหลายพื้นที่ โดยแห่งแรกคือได้รับน้ำใจจากพี่น้องปกาเกอะญอในภาคเหนือ ซึ่งตอนนั้นพวกเขากำลังมีปัญหาเรื่องไฟป่า แต่มีข้าวจากไร่หมุนเวียนที่เหลือพอแบ่งปัน พวกเขาเสนอมาว่าเรามาแลกกัน เลยเกิดเป็นโครงการง่ายๆ ชื่อว่า “โครงการข้าวแลกปลา”
“เมื่อเกิดจุดเริ่มต้นจึงมีเพื่อนเครือข่ายสนใจและมีการประสานงานจากหลายพื้นที่ โดยเริ่มจากชาวนายโสธรเพราะว่าทางสมาคมชาวยโสธรเคยทำโครงการช่วยน้ำท่วมโดยร่วมมือกับทหารอากาศมาก่อน เรื่องการขนส่งก็เลยสะดวกโดยใช้เวลารวบรวมและขนส่งไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็ได้ข้าวมาให้พี่น้องชาวเล 7 ตัน แล้วก็มีพี่น้องชาวนาจากจังหวัดสุรินทร์ส่งข้าวมาให้เราอีก ด้วยความร่วมมือเรื่อง logistic จากรถบรรทุกมูลนิธิช้างไทย เราขยายโครงการไปในจังหวัดอื่นๆ ทั้งพังงา ระนอง ภูเก็ต สตูล กระบี่ เรียกว่าเป็นโครงการเฟสแรกที่ดีมากในขณะที่ชาวเลก็หาปลาและแปรรูปเป็นอาหารทะเลตากแห้ง เพื่อส่งกลับไปแลกกับข้าวที่ได้มา”

นายไมตรี กล่าวต่อไปว่า จากโครงการข้าวแลกปลา ทำให้เราได้รับประสานงานจาก บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มูลนิธิชุมชนไทได้รับการสนับสนุน รถ MG มา 3 คัน และส่งมอบต่อให้ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ 1 คัน เพื่อเชื่อมโยงการช่วยเหลือโครงการข้าวแลกปลา โครงการดับไฟป่า และกิจกรรมอื่นๆในการช่วยเหลือชุมชนกะเหรี่ยง ชุมชนเกษตรกรภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วย ทางมูลนิธิชุมชนไท ประสานงานกับเครือข่ายต่างๆที่ระดมของบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง ส่งตรงมาจาก กรุงเทพฯด้วยเครื่องบินมาลงที่ จ.สุราษฎธานี และใช้ รถ ทั้ง 2 คันส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค ต่อไปให้กับเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น จังหวัดประจวบฯ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง และจังหวัดพังงา
ส่วนรถ MG อีกคัน ใช้ในภาระกิจโครงการข้าวแลกปลาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่การลงพื้นที่ชุมชน เพื่อจัดกระบวนการชุมชน การรวมกลุ่มแม่บ้านผลิตปลา การรวบรวมปลา และส่งต่อไปสนามบิน รวมทั้งการบรรทุกข้าวสารส่งต่อให้ชุมชนชาวเลต่างๆในพื้นที่ซึ่งเข้าร่วมโครงการข้าวแลกปลา ด้วย
.jpg)
บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มอบให้มูลนิธิชุมชนไท ยืมรถใช้ในกิจกรรม ครั้งละ 3 เดือน และนำรถกลับไปเช็คระยะ เช็คระบบ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกอย่างให้ และส่งมอบกลับมาให้ใช้อีก เป็นระยะที่ 2 ซึ่งระยะนี้ รถทั้ง 3 คันสนับสนุนปฏิบัติหน้าที่ต่างไปจากเดิม จะเน้นที่การลงพื้นที่านับสนุนชุมชนให้เตรียมพร้อมรับมือการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ตั้งแต่การลงสรุปบทเรียนในพื้นที่ต่างๆ ที่มูลนิธิฯทำงานด้วยพร้อมทั้งยังช่วยกิจกรรมชุมชนในการจัดกิจกรรมการพัฒนาอาชีพในพื้นที่เพื่อรองรับ การกลับมาของโควิด-19
“รถ MG ทั้ง 3 คันมีประโยชน์มากในการทำงานชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ทั้งบนดอยและชายทะเล ไปได้ทุกที่ ทำให้คนทำงานได้รับความสะดวกและเข้าถึงพื้นที่อย่างประสิทธิภาพในการส่งเสริมชุมชนคนชายขอบ คนที่อาจถูกละเลยจากสังคม และคนไร้สิทธิสถานะความเป็นคนไทย ได้มีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลือ” ไมตรี กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี