วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569
การระบาดของโควิดรอบใหม่ สะท้อนสังคมในระบบอุปถัมภ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากแรงงานรับจ้าง พ่อค้า แม่ขายรายเล็กรายน้อยที่ถูกผลกระทบ รายได้ตกต่ำ ขาดเงินออมต้องเรียกร้องให้รัฐแจกเงินเพื่อประทังชีวิตโดยเรียกว่าเงินเยียวยา
วิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร บริษัทขนส่ง บริษัทนำเที่ยวเจ้าของสถานบริการ เป็นต้น ต่างเรียกร้องให้รัฐอุ้มชู เยียวยากันทั้งสิ้น
ไม่ต่างอะไรกับเมื่อคนไทย จำนวนมากไปไหว้พระสิ่งแรกของคำกล่าวในใจก็คือ “การขอ” ขอให้ผ่านพ้นปัญหา อุปสรรค ขอให้ร่ำรวย ขอให้ประสบความสำเร็จ เพราะคิดว่าพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้มีอำนาจสามารถดลบันดาลให้ได้ จึงหวังจะพึ่งพิงไม่คิดจะพึ่งตนเอง (ในความเป็นจริงการไปไหว้พระก็คือการไปน้อมรับการประพฤติปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง)
รัฐบาลจึงดูเสมือนเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ หรือมีความศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบันดาลอุปถัมภ์ค้ำชูผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหรือลดหย่อนภาษี
ในความเป็นจริง เงินหรือทรัพยากรที่ใช้ ต่างก็นำมาจากภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งหากรัฐหมดเงินก็ต้องขอยืมเงินมาใช้ ซึ่งประชาชนก็จะต้องเป็นผู้จ่ายคืนเงินยืม โดยเสียภาษีที่ต้องจ่ายในอนาคตเพิ่มมากขึ้น
การอุปถัมภ์ที่เรียกว่าเยียวยา อาจใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเป็นการสงเคราะห์ได้ในระยะสั้นๆ แล้วจะให้ดีต้องใช้จ่ายเงินเพื่อให้ผู้ได้รับสามารถช่วยตัวเองได้ในระยะยาว มิเช่นนั้นก็จะเป็นการตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ของคนไทยที่คิดว่า รัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจจะดลบันดาลให้ชีวิตของตนดีขึ้นหรือเลวลงได้
ทางเลือกที่รัฐบาลจะทำได้คือต้องรีบใช้เงินเพื่อสร้างงานสร้างโครงการเพื่อสร้างรายได้ เพราะนอกจากจะได้ผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน เช่น นำเงินไปปรับปรุงทางเท้า พัฒนาชายทะเลให้สะอาดสวยงาม ปลูกต้นไม้ขุดคลองพัฒนาแหล่งน้ำ แม้กระทั่งซ่อมแซม ปรับปรุงทาสีอาคาร สะพานและอื่นๆ
ผลผลิตของงานที่เกิดขึ้นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์และงานที่มีการจ้างงานต่อๆ ไปหลายระลอก ดีกว่าการแจกเงินซึ่งเป็นการโอนเงินจากกระเป๋าของรัฐบาลไปยังกระเป๋าของประชาชน และยุยงให้ใช้ในการบริโภคมุ่งหวังให้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ส่งผลข้างเคียง คือ ประชาชนหวังจะพึ่งพิงในระบบอุปถัมภ์มากกว่าที่จะพึ่งตนเอง และอาจติดใจกับการบริโภคที่มากเกิน
การสร้างงาน สร้างโครงการ ผู้รับการช่วยเหลือจากการได้ทำงานจะภาคภูมิใจกับเงินที่ได้รับมากกว่า
หากรัฐบาลทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี จะอุ้มชูทุกภาคส่วนก็ทำไม่ได้ และต้องลำบากใจที่จะถูกกล่าวหาว่า เลือกปฏิบัติ
เมื่อโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องไม่ให้โรคอุบัติเก่า คือ ระบบอุปถัมภ์ที่ผู้คนหวังพึ่งพิงไม่พึ่งพาตนเองระบาดเพิ่มมากขึ้นไปด้วย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี