นักวิชาการพบ‘บุก’พืชความหวังแก้จนที่แม่ฮ่องสอน วอนรัฐปลดล็อกสถานะ‘ของป่า’

นักวิชาการพบ‘บุก’พืชความหวังแก้จนที่แม่ฮ่องสอน วอนรัฐปลดล็อกสถานะ‘ของป่า’

วันเสาร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564, 14.11 น.

27 มี.ค. 2564 นายทรงศักดิ์ ปัญญา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน กล่าวในงานเสวนา “งานวิจัยกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” ซึ่งจัดโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2564 ว่า จ.แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 80 เป็นพื้นที่ป่า จึงมีปัญหามากเรื่องการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งส่งผลต่อปัญหาความยากจนด้วย ซึ่งเรื่องคนกับป่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องผลักดันทางกฎหมายต่อไป 

แต่การได้เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับชาวบ้านอย่างลกลึกถึงระดับหมู่บ้าน จากเดิมที่ทำงานเพียงระดับอำเภอเท่านั้น โดยคณะทำงานเลือกพื้นที่ ต.แม่สวด อ.สบเมย เป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีคนจนมากถึง 2,010 คน ตามข้อมูลของระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า หรือ TPMAP แต่มีการทำงานอย่างเข้มแข็งทั้งในสวนของชุมชน เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 


นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า จากการหารือกันพบว่า “บุก” เป็นพืชที่จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้ เพราะปัจจุบันบุกได้รับความนิยมในการนำไปแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและยา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแปรรูปบุกในไทยต้องนำเข้าบุกจากต่างประเทศ เพราะบุกในประเทศที่แหล่งสำคัญใน จ.แม่ฮ่องสอน หรือ จ.ตาก ยังมีสถานะเป็นของป่าเพราะอยู่ในป่า จึงมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการนำออกมา แม้หลายปีก่อนจะมีการเปิดให้ขึ้นทะเบียนขอสัมปทานเก็บเกี่ยวบุก แต่การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเกษตรกรก็ยังมีปัญหา

“เราพบว่ามีบางส่วนใช้ช่องว่างของกระบวนการที่ต้องไปขออนุญาต นำไปสู่การเรียกร้องรับผลประโยชน์จากเกษตรกรและพ่อค้า มีข้อมูลจากทีมมหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่ เล่าให้ฟังว่าโรงงานบุกจะย้ายฐานการผลิตและการรับซื้อไปที่ จ.แพร่ เนื่องจากว่าเขาแบกรับต้นทุนที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ไหว อันนี้เป็นจากการวิจัยที่เราไปเจอ” ผอ.ศูนย์วิจัยและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ระบุ

นายทรงศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า คณะทำงานภาควิชาการในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ยังมีความร่วมมือจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าไปออกแบบชุดความรู้ในการแปรรูปบุก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต เข้าไปทำงานตามโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล (U2T) ส่วนภาครัฐนอกจากท้องถิ่นแล้วยังมีกรมวิชาการเกษตร และมีบริษัทแอกชนด้านพลังงานเข้าไปสนับสนุนการแปรรูปอีกทาง 

โดยได้ข้อสรุปว่า บุกคือทางออกในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพราะเติบโตได้ในระบบวนเกษตรและไม่ต้องใช้สารเคมีจึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ตนเชื่อว่าบุกในประเทศไทยคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าของต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องทดลองของมหาวิทยาลันเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อยืนยันผล
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top