วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
ทุกท่านที่ติดตามข่าวต่างประเทศ คงจะทราบกันดีว่าเมื่อเดือนที่แล้ว (พฤษภาคม ค.ศ.2021) อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสแห่งฉนวนกาซารบกันยกใหญ่ ต่างฝ่ายต่างยิงจรวดสู่ดินแดนปรปักษ์ ชาวอิสราเอลรวมทั้งคนงานไทย 2 คน ต้องสิ้นชีวิตไป
ส่วนบ้านเมืองในฉนวนกาซาหรือประเทศปาเลสไตน์ ถูกจรวดที่มีอานุภาพสูงกว่าของอิสราเอลเข้า ก็พังราบเรียบรวมทั้งตึกใหญ่ขนาด 10 ชั้นเศษ ที่ตั้งและที่อยู่ของนักข่าวต่างประเทศ สำนักต่างๆ ก็โดนจรวดของอิสราเอลยิงอย่างแม่นยำราวกับจับวาง โดนเข้าจังๆ ทรุดตัวลงพังราบทั้งตึก อย่างที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องเอามาเผยแพร่ไปแล้วนั้น
อิสราเอลกำลังอยู่ในภาวะสงคราม จำต้องระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเข้ามาต่อสู้ในสงครามนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ทหาร พลเรือน นักธุรกิจ ความสามัคคีในชาติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวอิสราเอลเอง เพื่อสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมา 12 ปีแล้วภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) โดยการสนับสนุนพรรคฝ่ายขวา5 พรรค ของสภาผู้แทนราษฎร (Knesset) ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 120 ที่นั่ง (ไม่มีวุฒิสภา)
กำลังรบกับศึกภายนอกอย่างขะมักเขม้น ก็เจอศึกภายในเข้ามาเสียอีก เพราะพรรคฝ่ายค้านเล็กๆ อีก 8 พรรค เกิดรวมตัวกันได้ 62 ที่นั่งในสภา Knesset ได้แจ้งไปยังประธานาธิบดีว่าจะขอตั้งรัฐบาลเอง เพราะพรรคเล็กๆ ของตนมีคะแนนเสียงเกินครึ่งแล้ว และหัวหน้าพรรคเล็กเหล่านี้ 2 พรรค จะสลับกันเป็นนายกรัฐมนตรีคนละ 2 ปี
การปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Knesset) ทำได้ โดยพรรคเล็กๆ เหล่านี้ ก็เป็นทั้งฝ่ายกลาง ฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย และมีแนวนโยบายไม่เหมือนกันเลย
มีเหมือนกันอย่างเดียว คือความต้องการโค่นล้มรัฐบาล เพื่อพรรคพวกของตนเองจะได้เข้าไปใช้อำนาจบริหารบ้าง
ถึงบ้านเมืองจะอยู่ในระหว่างสงครามกับกลุ่มอาหรับหัวรุนแรงในฉนวนกาซา บ้านเมืองถูกถล่มพัง ผู้คนล้มตายกันทั้งสองฝ่าย นักการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่สนใจขอให้ได้โค่นล้มรัฐบาลได้ก็พอ
เหมือนกับประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไหม ไม่ว่าเศรษฐกิจจะหยุดชะงักเพียงใด ประชาชนจะเดือดร้อนไม่มีจะกินกี่ล้านคน โรคภัยกำลังระบาดอย่างรุนแรง นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็จะไม่สนใจ ขอมุ่งไปที่การล้มล้างรัฐบาลอย่างเดียว ตามที่รัฐธรรมนูญของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเปิดช่องไว้ให้
นี่คือสภาพของประเทศที่ใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) จะต้องประสบ
- ไม่ว่าจะเป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบันนี้ ซึ่งยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก และนายเนทันยาฮูเองก็ต้องรวบรวมเป็นรัฐบาลผสมถึง 5 พรรค
- หรือประเทศฝรั่งเศสในอดีต ก่อนสมัยนายพลเดอโกลเข้ามาแก้ไข สมัยสาธารณรัฐที่ 4 ซึ่งมีพรรคการเมืองถึง 22 พรรค เปลี่ยนเป็นแบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi – Presidential Democracy) ของสาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งมีทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี
- หรือประเทศในเอเชียอาคเนย์ประเทศหนึ่ง ที่ท่านผู้อ่านทุกคนรู้จักกันดี ที่ล้มลุกคลุกคลานกับการมีพรรคการเมืองมากมาย วุ่นวายอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล วุ่นวายอยู่กับความพยายามล้มรัฐบาลให้ได้ของฝ่ายตรงข้าม
________________________________
เพื่อให้ง่ายขึ้นคงจะสรุปได้ว่า ขณะนี้อิสราเอลและไทยอยู่ในสภาพเดียวกัน คืออยู่ในสภาพสงคราม ต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติเพื่อต่อสู้กับปฏิปักษ์หรือคู่กรณี
อิสราเอล ต้องสู้กับฮามาสแห่งฉนวนกาซาและประเทศอาหรับอีกมากมายที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล
ไทย ต้องต่อสู้กับภัยทางโรคติดต่อโควิด-19 และภัยทางเศรษฐกิจ
ทั้งสองประเทศก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เช่นเดียวกัน
อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ซึ่งมีอยู่ 3 อำนาจ ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร
แต่คนที่เป็น สส. มาใช้อำนาจถึงสองอำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร
________________________________
ถ้าเรามาดูถึงที่มาของอำนาจทั้งสามแล้วจะเห็นได้ชัดว่าอะไรเป็นเหตุให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ อะไรเป็นเหตุให้มีคอร์รัปชั่นมากมาย และผู้คนเห็นแก่เงินและผลประโยชน์มากกว่าคุณธรรม
อำนาจนิติบัญญัติ ที่มาของผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทย ก็ได้แก่ ผู้เลือกตั้ง, สส., ซึ่งได้แก่ประชาชนคนไทยทุกคน ที่มีคุณลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทุกคนเป็นผู้เลือกตั้ง สส. ผู้จะมาใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนเรา
อำนาจตุลากร ที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทย ก็ได้แก่ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น จบการศึกษากฎหมาย จบเนติบัณฑิตยสภา ผ่านการงานและการสอบหรือการคัดเลือกเป็นตุลาการของศาล ผ่านการอบรมของแต่ละศาล ผ่านการกลั่นกรองอีกมากมายหลายขั้นตอน กว่าจะมาเป็นคณะกรรมการตุลาการของแต่ละศาลได้
อำนาจบริหาร ที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของตะวันตก แทนที่จะหานักบริหารมืออาชีพมาบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า กลับสรุปเอาง่ายๆ ว่า ให้นายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าฝ่ายบริหาร มาจาก สส.หรือผู้ที่ สส.เสียงข้างมากเสนอมา
สรุปแล้ว ที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร หรือผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ก็คือ สส.นี่แหละ (ทั้งๆ ที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่แล้ว)
________________________________
แล้วอิสราเอลจะสู้ศึกภายในและภายนอกอย่างไรก็คงจะไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็คงจะได้คอยดูอยู่ด้วยความเป็นห่วงและยังหาทางแก้ไม่ได้
ส่วนประเทศไทย ยังมองปัญหาไม่ออก ว่าอยู่ที่ไหน และยังหาทางแก้ไขไม่ได้
จึงมัวงมงายอยู่กับการแก้แบบเก่าๆ คือ
- ทหารต้องลงมาตั้งพรรคการเมืองเสียเอง
- และเล่นการเมืองแบบน้ำเน่า ไปกับนักการเมืองรุ่นเก่าเองด้วย
- และก็อาจจะสนุกอยู่กับธุรกิจการเมือง หาเงินมาซื้อเสียง สส. หาเงินมาสร้าง “มุ้งการเมือง”
- แต่งตั้งนักการเมืองที่มีความชำนาญในการคุมเสียงด้วยเงิน อิทธิพล มาดูแล สส.ในพรรค
- แบ่งปันที่นั่งใน ครม.แบบ “แบ่งสัน ปันส่วน” และจะส่งใครก็ได้มาเป็นรัฐมนตรี (เสาไฟฟ้าเสือ, สิงห์, กระทิง, แรด)
พอเกิดศึกภายในขึ้นมา ในขณะที่กำลังต่อสู้กับศึกภายนอก (โควิด-19, ภัยเศรษฐกิจ, ภัยจากมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ฯลฯ) ฝ่ายค้านก็หาทางโจมตี โค่นล้มรัฐบาล
รัฐบาลก็ได้แต่คิดว่า จะยุบสภาดีไหม
จะเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งที่แจกจ่ายพรรคร่วม(Reshuffle) ดีไหม
หรือไม่ก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสียเลย โดยมัวแต่คิดเรื่องที่ไม่ได้แก้ตัวปัญหาของชาติโดยตรง ซึ่งได้แก่ที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร แต่กลับไปคิดเรื่องที่มิใช่ตัวปัญหา เช่น
- บัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือสองใบ
- รวมเขตหรือแยกเขต
- สว. ควรเป็นผู้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่
ไม่เห็นมีใครมาคิดบ้างว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร จะได้ระบอบที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ ได้คนดีๆ มีความสามารถมาเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) แก้ไขปัญหาการใช้เงินและตำแหน่ง เป็นการดึงดูดให้พรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาล
นี่แหละ จึงเป็นที่มาของหัวเรื่องบทความนี้ ว่า
อิสราเอลและไทย ใครจะพ่ายศึกก่อนกัน
หมายเหตุ จนถึงวันที่ตีพิมพ์ ศึกภายในของอิสราเอลก็จบยกแรกไปแล้ว ฝ่ายค้าน 8 พรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาล ที่ยังไม่รู้ว่าจะแบ่งประโยชน์กันลงตัวไหมส่วนศึกภายนอกกับกลุ่มฮามาสก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปด้วยใจระทึก
ส่วนของไทย ศึกภายนอก (โควิด-19, ภัยเศรษฐกิจ ฯลฯ) ก็ดำเนินต่อไปอย่างขะมักเขม้น ส่วนศึกภายในนั้นก็รอจะปะทุอยู่ เพราะคณะทหาร (หรือ คสช.เดิม) ไม่ได้นำข้อคิดจาก คุณอัมรินทร์ คอมันตร์ กูรูด้านธุรกิจและการเมือง ที่ฝากคำเตือนไว้ล่วงหน้าแล้ว ในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ไว้ในกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันพุธที่ 2 ก.ค.2557 ว่า “ต้องเข้าใจว่าความสามารถของทหารมีข้อจำกัด เพราะเขาประกอบอาชีพทหาร สังคมค่อนข้างแคบ ต้องอยู่ในระเบียบวินัย แต่ทหารมีคุณลักษณะพิเศษที่สืบทอดกันมา นั่นคือการรู้จักเลือกใช้คน และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นทหารอาชีพ จะมีคุณลักษณะพิเศษนี้เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังอยากเตือนว่า ควรระวังโจรเก่าๆ ที่ใส่หน้ากากใหม่ เป็นโจรที่เคยรับใช้นักการเมืองบ่อนทำลายประเทศ อย่าปล่อยให้เข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของทหารจะต้องพังหมดอย่างแน่นอน”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี