วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้ทราบจากรายงานข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อสภาพคล่องของโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 3,563 แห่ง ทำให้โรงเรียนเอกชนบางแห่งทั้งต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายต่อไปได้ เนื่องจากนักเรียนสมัครเรียนน้อยลง ผู้ปกครองค้างชำระค่าธรรมเนียมจำนวนมาก จึงสร้างผลกระทบต่อโรงเรียนเอกชนอย่างมหาศาล
“ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2564 มาจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนเอกชนไม่สามารถเปิดเรียนแบบ ONSITE ได้ การเปิดการเรียนการสอนแบบ ONLINE ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากเรียกร้องขอเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาคืน อีกทั้งผู้ปกครองบางส่วนค้างจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กับโรงเรียนเอกชนกว่า 2,500 แห่ง ทำให้โรงเรียนขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนครู ถึงแม้ว่าจะพยายามยื่นกู้จากสถาบันการเงิน แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สถาบันการเงินจึงไม่อนุมัติเงินกู้ให้กับโรงเรียนเอกชนบางแห่งส่วนบางแห่งได้รับเงินกู้ แต่ถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินไป ปัญหาดังกล่าวทำให้มีการเลิกจ้างครู และบุคลากรทางการศึกษาไปแล้วจำนวน 12,253 คน หากปัญหานี้ปล่อยวางจะกระทบถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย และผู้ปกครองจำนวนมาก ที่พึ่งโรงเรียนเอกชนเป็นสถานศึกษาทางเลือก โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ ที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล”
นอกจากให้รายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนแล้ว ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินคนนี้ ยังให้ข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน และการอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อรักษาโรงเรียนเอกชนที่กำลังประสบปัญหา และเยียวยาในส่วนที่ปิดตัวไปแล้ว โดยที่ข้อเรียกร้อง หรือข้อเสนอของนายสมศักดิ์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน อยู่ในช่วงของการรวบรวมรายละเอียดของความเป็นไปได้ ช่องทางของกฎหมาย และแนวทางที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้แก่นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับผม นี่เป็นการทำหน้าที่ที่น่ายกย่อง และเป็นความพยายามที่ควรให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก ในการรักษา“คุณภาพทางการศึกษา” ของนักเรียน และดูแลบุคลากร รวมไปถึงหน่วยงานทางการศึกษาอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของรัฐ หรือเอกชนก็ตาม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีดังกล่าวนี้ผมจึงขอเสนอแนะ “หลักคิด” ที่เห็นว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการตัดสินใจ และแก้ปัญหาในเรื่องนี้ พร้อมแนวทางบริหารจัดการที่ประสานประโยชน์แก่ทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้
1. โรงเรียนเอกชนมีค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ต่ำกว่าโรงเรียนในเครือข่ายของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. มาก ตั้งแต่เงินเดือน และสวัสดิการครู เงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน ค่าอาหารกลางวัน ไปจนถึงค่าซ่อมแซม และดูแลอาคารสถานที่ของโรงเรียน ดังนั้น ถ้าเรามองในมุมเช่นนี้ ภาพที่เห็นก็คือ โรงเรียนเอกชน คือ โรงเรียนที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการศึกษาให้กับกระทรวงศึกษาธิการ หรือกล่าวให้ชัดเจนก็คือ การที่โรงเรียนเอกชนหยุดกิจการทั้งหมด และทำให้นักเรียนกว่า 3.7 ล้านคน ต้องมาเข้าเรียนกับโรงเรียนในเครือข่ายของ สพฐ. นั้น รัฐบาลจะต้องจ่ายงบประมาณอุดหนุนรายหัวเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 7,400 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ไปจนถึงค่าอาหารกลางวัน ซึ่งถ้าเรารวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกมา ตัวเลขน่าจะมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายเงินเดือน และสวัสดิการครูอีกมากกว่า 100,000 คน ที่จะต้องมารับผิดชอบนักเรียน 3.7 ล้านคนนี้
ด้วยรายละเอียดทางงบประมาณตามที่นำเสนอมาถ้าพิจารณาด้วยเหตุผลนี้ ผมเห็นว่า การที่รัฐบาลเลือกที่จะรักษาให้โรงเรียนเอกชนอยู่รอด และช่วยแบ่งเบาภาระทางการศึกษา คือทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว
2. โรงเรียนเอกชนต้องจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของ สพฐ. เป็นเกณฑ์ และแน่นอนว่า ประสิทธิภาพของโรงเรียนเอกชนในด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการใช้นวัตกรรมทางการเรียนการสอน เพื่อคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียน ย่อมมีประสบการณ์ และความชำนาญที่แตกต่างไปจากโรงเรียนในสังกัดของรัฐ หรือ สพฐ. ไม่มากก็น้อย จึงมีความเป็นไปได้ที่ เมื่อโรงเรียนเอกชนแต่ละแห่งได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน และสวัสดิการบางอย่างจากทางรัฐบาลเพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปได้แล้ว นอกจากรายละเอียดในการจัดการเรียนการสอน หรือหลักประกันที่โรงเรียนเอกชนต้องให้กับรัฐ เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพต่อนักเรียน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เงินช่วยเหลือ และสวัสดิการที่ให้ มิใช่การให้เปล่าแล้ว
การบูรณาการ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ประสบการณ์ของบุคลากร และแนวทางที่จะยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนต่างๆ จึงควรต้องได้รับการประสาน หรือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ในการนำไปส่งเสริมจุดแข็ง และลบจุดอ่อนในการบริหารจัดการการศึกษาของทั้งโรงเรียนภาครัฐ ในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
ใน “ประเทศสหรัฐอเมริกา” มีการเลือกที่จะให้เอกชนเข้าไปบริหารโรงเรียนของท้องถิ่น ที่รัฐบาลท้องถิ่น ไม่สามารถอุดหนุนงบประมาณได้ เพราะจำนวนนักเรียนน้อย แต่ด้วยประสิทธิภาพการบริหาร และคุณภาพ การจัดการเรียนการสอนของเอกชน ทำให้โรงเรียนของท้องถิ่นกลับมามีชีวิต และจัดการศึกษาให้ชุมชนได้ โดยแบบแผนการแก้ปัญหาในลักษณะเช่นนี้ “กระทรวงศึกษาธิการ” ของไทย ควรศึกษา และค้นหาแนวทางการทำงานกับโรงเรียนเอกชนในมุมมองใหม่ซึ่งผมหวังว่า ในอนาคตโรงเรียนเอกชนจะมีโอกาสได้เข้ามาช่วยบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กของกระทรวงฯ ต่อไป และนั่นจะทำให้ “การศึกษาไทย” จะได้รับการยกระดับ ด้วยความแตกต่างของการบริหารจัดการ ที่ได้รับการ “บูรณการ”ไปสู่ผลลัพธ์ในการสร้างคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียนด้วยกันอย่างแท้จริง
ดังนั้น ถ้าประเด็นทั้งสองที่นำเสนอมานี้จะเกิดขึ้นจริง การช่วยเหลือทางการเงินแก่โรงเรียนเอกชน จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะไม่ใช่แค่โรงเรียนเอกชนคิดแต่เพียงการได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการจะคิดเพียงว่าโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ในความรับผิดชอบ แต่ทั้งสองจะสามารถเอื้อเฟื้อความสามารถ ประสบการณ์ และประสิทธิภาพร่วมกันได้ และต่อยอดไปถึง “การบูรณาการ” ที่จะทำให้ทุกอย่างไปอยู่ในจุดที่มีความสมบูรณ์สูงสุด ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ คือ หนึ่ง การมองเห็นคุณค่าของโรงเรียนเอกชน ในสายตาของกระทรวงศึกษาธิการ และสอง ความจริงใจของโรงเรียนเอกชน ในความรับผิดชอบต่อคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียน
ทั้งหมดนี้ เป็น “หลักคิด” และ “แนวทาง” ที่ผมเห็นว่า ชัดเจนทางรายละเอียดมากที่สุด ในการนำไปเป็นฐานสำหรับการพิจารณาจัดทำ “นโยบาย” เพื่อการศึกษา และแก้ปัญหา “การปิดตัวของโรงเรียนเอกชน” ต่อไป
กนก วงษ์ตระหง่าน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี