สกู๊ปแนวหน้า :  ทางออก‘แก้จนคนไทย’(1)  ค้นหา-ช่วยเหลือ-เสริมพลัง

สกู๊ปแนวหน้า : ทางออก‘แก้จนคนไทย’(1) ค้นหา-ช่วยเหลือ-เสริมพลัง

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เรารีวิวทั่วโลก โมเดลของจีน ของต่างประเทศ รวมถึงบริบทไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ของไทยว่าเราจะทำอะไรกับคนจน เราค้นพบอย่างนี้ คำถามเราต้องตอบให้ได้ คนจนอยู่ที่ไหน ระดับพื้นที่ ไม่ใช่คนจนที่ลอยอยู่บนระบบข้อมูลของรัฐเท่านั้น โดยเฉพาะคนจนที่เป็น 10% ล่างสุด คือคนจนดักดานหรือจนซ้ำซาก 20 ปีเขาก็จน เราต้องหาให้เจอ หาให้เจอด้วยกระบวนการวิจัย ด้วยกระบวนการความร่วมมือ แล้วความช่วยเหลือจะไปได้อย่างไรถ้าเราจะแต่ปัญหา ความช่วยเหลือต้องไปโดยฐานทุนของเขา

ประเทศไทยเราคิดโดยเอาปัญหาเป็นฐาน (Problem Base) มานาน อะไรก็หาความต้องการจริง (Real Need) หาปัญหาจริง (Real Problem) เขามีปัญหาอะไรเราก็ไปแก้ปัญหาให้เขา เขาไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้ด้วยตัวเองสักทีเราจะไปแก้ปัญหาเรื่องการเกษตร เขาไม่มีน้ำ ไม่มีที่ดิน ไม่มีที่อยู่ จบแล้ว! เราก็ไปยุ่งกับการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินมา 20 ปี ยุ่งกับการแก้ปัญหากฎหมายมา 20 ปีถามจริงๆ ประเทศไทยมูฟไปเพราะการแก้ไขกฎหมายสักแค่ไหน? การปฏิรูปกฎหมาย ยิ่งปฏิรูปกฎหมายยิ่งเพิ่มขึ้น อันนี้เราทราบกันดี


ฉะนั้นการทำระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของพื้นที่ นั่นคือคำตอบ พอเราไปช่วยแล้วเกิดความยั่งยืน เราวัดกันที่ผลการเรียนรู้ (Learning Outcome) ของคนในพื้นที่ เราไม่ได้วัดกันที่การเติบโต (Growth) อย่างเดียว เราวัดกันที่ขีดความสามารถ การเรียนรู้ของเขาดีขึ้นแค่ไหน อันนี้เป็นการทำให้เขาเป็นเจ้าของความจน แล้วความยั่งยืนที่ว่ามันคือการเรียนรู้ของเขา ที่จะรับมือ ที่จะฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจ จากวิกฤตการณ์ต่างๆ ให้ได้”

กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวในการแถลงข่าว “บพท. : พลังความรู้ พัฒนาคน พัฒนาพื้นที่” เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. 2565 ถึง “ทางออกของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความยากจน” ซึ่งอย่างแรกที่ต้องทำคือ 1.ตามหาคนจนให้พบ จึงเป็นที่มาของ “ระบบค้นหาและสอบทานคนจนในพื้นที่ โดยใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TP Map) เป็นฐาน” เพื่อนำมาวิเคราะห์ให้เห็นว่าคนจนอยู่ในพื้นที่แบบไหน ตกหล่นจากการสำรวจมากน้อยเพียงใด

แม้ที่ผ่านมามีการสำรวจข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งที่ทำโดยภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงชุมชนทำกันเอง แต่เมื่อ “สถาบันการศึกษา” แสดงบทบาทเป็น “พื้นที่กลาง” ให้ชุมชนเกิดความสบายใจ ผู้คนก็จะมาร่วมกันค้นหา ทั้งนี้ จากข้อมูล TP Map ปี 2562 พบคนจนใน 20 จังหวัดนำร่อง 242,214 คน แต่หลังจากตามหากันอย่างจริงจัง ปัจจุบันพบคนจนในพื้นที่ดังกล่าวถึง 824,806 คน

“สิ่งที่ค้นพบน่ากลัวมาก คือมีคนจนตกหล่น แน่นอนมันต้องมีอยู่แล้ว ว่าใครไม่ได้ เราเจอครัวเรือนที่มีลูกสาว 3 คน ไม่มีสตางค์ซื้อผ้าอนามัย เราเจอคนจนที่ยาสีฟัน 1 หลอดใช้ได้ 2 ปี แล้วคนจนแบบนี้เชื่อไหมว่าคนที่อยู่บ้านข้างเคียงยังไม่รู้เลยว่ามีคนจนอย่างนี้ในหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นการทำระบบค้นหาและสอบทานคือคำตอบ” ผอ.บพท. ระบุ

เมื่อตามหาคนจนพบ สิ่งที่ต้องทำต่อไป 2.คนจนเหล่านั้นมีต้นทุนอะไรในชีวิต ด้านหนึ่ง การตามหาคนจนทำให้เกิด “ระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนเพื่อการวิเคราะห์ และส่งต่อการให้ความช่วยเหลือ (PPP Connext)” เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกภาครัฐเข้าให้ความช่วยเหลือ อาทิ กระทรวงการคลัง ในด้านการเข้าถึงบริการของรัฐ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)-พอช. ในด้านสภาพความเป็นอยู่, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในด้านการศึกษา, มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในด้านสุขภาพ เป็นต้น

แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลจะถูกนำมาวิเคราะห์ว่าคนจนแต่ละคนมีต้นทุนอะไรที่สามารถนำมาใช้ผลักดันให้หลุดพ้นจากความยากจนได้บ้าง เช่น บางคนมีการศึกษาน้อยแต่มีพรรคพวกหรือเครือข่ายมาก หรือบางคนไม่มีทั้งการศึกษาและเครือข่ายแต่ก็ยังมีฐานทรัพยากร ทั้งนี้ ในการส่งต่อความช่วยเหลือ ในระดับพื้นที่นั้นเป็นงบประมาณที่ท้องถิ่นมีและใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่งบประมาณจากโครงการวิจัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม เช่น วัด บ้าน โรงเรียน วิสาหกิจชุมชน

ทั้งนี้ แม้ไทยไม่สามารถทำได้แบบประเทศจีน ที่การแก้จน 1 พื้นที่ ใช้งบประมาณ 30 ล้านหยวน หรือราว 150 ล้านบาท อีกทั้งระดมสรรพกำลังไปดำเนินการแบบประกบตัวต่อตัว เช่น 1 เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ครัวเรือนยากจน แต่ไทยนั้นมีพลังแฝงอยู่มาก และ 3.ทำให้เกิดความยั่งยืน คำถามสำคัญในเรื่องนี้คือ จะนำคนจนเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของการผลิตในพื้นที่ได้อย่างไร

“ปีนี้ (2565) เราจะทำยุทธศาสตร์แก้จน ทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่า เราจะมีอำเภอ มีพื้นที่หนึ่งซึ่งเคลียร์คนจนได้ทั้งอำเภอทั้งตำบล เพื่อทำให้เห็นพลวัตของการแก้ปัญหาความยากจนที่เป็นวงรอบ ก็ช่วยภาวนาให้เราด้วย ให้เราสำเร็จ ถ้าเราสำเร็จมันก็จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราต้องทำให้คนลุกขึ้นมาไม่บ่น ต้องลุกขึ้นมาบอกว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไร แทนที่จะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าวันนี้มีปัญหาเรื่องใด”กิตติ กล่าว

ด้าน แมน ปุโรทกานนท์ หัวหน้าแผนงานการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ กล่าวเสริมว่า จุดตั้งต้นของการตามหาคนจนคือการใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นการสอบทานโดยอาศัยความร่วมมือจากผู้นำในพื้นที่ ทั้งที่เป็นผู้นำแบบทางการและไม่ทางการ เพื่อลดปัญหาคนจนตกหล่นจากการสำรวจ โดยมีสถาบันการศึกษาในฐานะคนกลาง ส่งต่อข้อมูลที่มาจากการทำความเข้าใจปัญหาความยากจนแบบเชิงลึก ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานความช่วยหลือด้านต่างๆ

แต่ความท้าทายของ บพท. ในปี2565 นี้ คือเมื่อตามหาคนจนพบ และประสานความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ1.กลุ่มพึ่งพิง ซึ่งจะเข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐ 2.กลุ่มอาชีพหลากหลาย ต้องมีแพลตฟอร์มประสานอาชีพกับความต้องการและทักษะที่เหมาะสม และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับกิจการเพื่อสังคมและภาคเอกชน

“การแก้จนระดับพื้นที่ เราจะทำให้การแก้จนหลุดพ้นได้ที่อำเภอ มี 9 อำเภอจะเข้ามาในกระบวนการทำเรื่องคลัสเตอร์สมุนไพร ส่งเสริมในรูปนั้น ส่วนทั้งหมดนั้นงานในระดับพื้นที่ก็จะเชื่อมโยงกับนโยบายที่เราไปเชื่อมโยงอยู่ 4-5 เรื่องด้วยกัน จะมีการริเริ่มเรื่องการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมใน 2 จังหวัด ริเริ่มทำเรื่องการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) 4 จังหวัด ที่สำคัญคือเราจะริเริ่มเรื่องของการเงินเพื่อคนจน เพื่อที่จะทำให้แพลตฟอร์มที่มันเหมาะสมกับการทำงานของเขาเอง

ทั้งหมดนี้ประกอบด้วยเงื่อนไขที่จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น ก็คือการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ในระดับพื้นที่ เราต้องไม่ละเลยในการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผ่านการทำงานที่ผ่านบทบาทของสถาบันวิชาการช่วยสนับสนุน หลายพื้นที่ในระดับพื้นที่เรามีท่านนายอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเครือข่าย (Network Manager) ช่วยกับเรา” แมน กล่าว

สำหรับ 20 จังหวัดนำร่องที่ บพท. เข้าไปทำงานกับกลไกในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ประกอบด้วย10 จังหวัดในปี 2563 ได้แก่ ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอนชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหารและกาฬสินธุ์ และ 10 จังหวัด ในปี 2564 ได้แก่ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ดพิษณุโลก เลยและยะลา

ในตอนแรกนี้ได้กล่าวถึง 3 เรื่องที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาความยากจนไปแล้ว ส่วนในตอนหน้า ซึ่งว่าด้วยคำว่า “เศรษฐกิจฐานราก” ที่ต้องถูกตีความใหม่ให้ตอบโจทย์คนเล็กคนน้อยมากขึ้น รวมถึง “ทุนทางวัฒนธรรม” ทรัพยากรที่สังคมไทยมีอยู่มาก แต่ยังถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตค่อนข้างน้อย..โปรดติดตาม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top