สกู๊ปแนวหน้า :  ถอดบทเรียนดูแลแรงงาน  ก่อนมรสุมโควิดผ่านพ้นไป

สกู๊ปแนวหน้า : ถอดบทเรียนดูแลแรงงาน ก่อนมรสุมโควิดผ่านพ้นไป

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เมือง” หมายถึงชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นกว่าหมู่บ้านหรือชนบท และมีโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมซับซ้อนกว่าหมู่บ้าน ดังนั้นการทำงานในเมืองจึงหลากหลายกว่า “แรงงาน” จึงมีความสำคัญในฐานะ “กำลังของเมือง” และมีคำถามตามมาว่า “เมืองได้ดูแลแรงงานมาก-น้อยเพียงใด” โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

และเนื่องจากในขณะนี้หลายประเทศเริ่มทยอยยกเลิกมาตรการควบคุมโรค ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งไทยนั้นตั้งเป้าจะทำแบบเดียวกันในวันที่ 1 ก.ค. 2565 ด้วยการประกาศให้โควิด-19 ลดระดับลงเป็นเพียงโรคประจำถิ่น“สกู๊ปแนวหน้า” จึงขอนำเรื่องราวจากงานเสวนา Health Justice #1 ในหัวข้อ “แรงงานเคลื่อนเมือง: โอกาสและความเหลื่อมล้ำในสถานการณ์โควิด” จัดโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และ WAY magazine เมื่อเร็วๆ นี้ มาชวนย้อนมองอดีต เพื่อนำไปสู่การวางแนวทางในอนาคต หากมีวิกฤตใดๆเกิดขึ้นอีก


ธนพร วิจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายแรงงานอุตสาหกรรม สะท้อนปัญหา “การสื่อสารของภาครัฐ” โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ประชาชนสับสน เช่น กรณีคำสั่งปิดแคมป์ก่อสร้างแล้วมีแรงงานหนีออกมาแล้วก็ไปแพร่เชื้อในพื้นที่อื่น ซึ่งการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจตรงกัน อีกทั้งภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานโดยฟังเสียงภาคส่วนอื่นๆ ทั้งผู้มีความรู้และผู้ได้รับผลกระทบให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รวมถึงงบประมาณต้องทุ่มไปที่การแก้ปัญหาโควิด-19 เป็นหลักด้วย

“คุณมีเครื่องมือในชุมชน หน่วยงานของรัฐ มหาดไทย อะไรเยอะแยะมากมาย อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน) ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อะไรต่างๆ ที่คุณจะสื่อสาร สาธารณสุข คุณก็มีถ้าจะใช้ มันมีทุกตำบล ทุกอำเภอ คุณต้องสื่อสาร แล้วก็ถ้าคุณจะมีชุดข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเขาเข้าใจตรงกัน ตอนนี้ทุกคนก็ตื่นตระหนกกัน ไม่ออกมาทำมาหากิน เพราะว่าโควิดเป็นหลัก 4-5 หมื่นต่อวัน ตายก็เริ่มเยอะขึ้น เราก็คิดว่ามันจะมีมาตรการสื่อสารอย่างไร พวกเราเห็นงบประมาณของรัฐ เรามีความเชื่อว่ารัฐทำได้ เงินไม่หมดถ้าคุณจะมาทุ่มที่มาตรการโควิด เพื่อเชื่อมต่อถึงเศรษฐกิจ ถ้าโควิดมันจัดการได้เศรษฐกิจมันก็เดินได้ ทุกคนมีงานทำ ออกมาใช้ชีวิตปกติได้” ธนพร กล่าว

ธนพร ยังให้ความเห็นกรณี ธนาคารโลก (World Bank) เสนอให้รัฐบาลเก็บภาษีจากกลุ่มคนที่รวยที่สุดในประเทศ(1% Person) เพื่อมาแก้ไขปัญหาโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่า แม้จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้แต่ในความเป็นจริงเป็นรู้กันว่ารัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ถืออำนาจรัฐก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจทุน แต่อีกด้านหนึ่งก็อยากให้คนรวยเข้าใจด้วยว่า หากคนส่วนใหญ่แย่ลง ไม่มีอำนาจซื้อ เศรษฐกิจของประเทศก็เดินต่อไปไม่ได้

มุมมองจากฝ่ายนายจ้าง ศุภกร เผ่าดี อุปนายกฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย(PMAT) และประธานชมรมผู้บริหารบุคคลธุรกิจอุตสาหกรรม(MAC+) พาย้อนฟังเสียงสะท้อนของภาคเอกชน ซึ่งก็คือผู้จ้างแรงงาน ถึงปัญหาการบริหารจัดการภาครัฐในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา อ้างอิงจากการสอบถามผู้ประกอบการธุรกิจ210 แห่ง ครอบคลุมการจ้างงาน 5 หมื่นอัตรา พบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการจากรัฐมากที่สุด อันดับ 1 การติดต่อกับหน่วยงานของรัฐผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคระบาด

อันดับ 2 มาตรการด้านภาษีของภาคธุรกิจ อันดับ 3 มาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันดับ 4 มาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด และอันดับ 5 พักชำระหนี้ที่อยู่อาศัยทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในทุกสถาบันการเงิน ขณะที่ในด้านวัคซีน พบข้อจำกัดในการเข้าถึงในกิจการที่ไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ และการต้องรอการจัดหาวัคซีนจากรัฐเท่านั้น แม้ภาคเอกชนพร้อมใช้งบประมาณของตนเองจัดหาไปฉีดให้พนักงานก็ตาม และแม้ต่อมาเอกชนจะสามารถจัดหาวัคซีนได้คล่องตัวมากขึ้น แต่ชุมชนรอบโรงงานก็ยังพบการได้รับวัคซีนล่าช้า

“มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานคือความเป็นสังคม เขาอยู่กับโรงงานทำงานสุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปนอนบ้าน กินข้าวดูแลครอบครัวของเขา การที่เราจะทำตามมาตรการที่รัฐบอกก็ได้ แต่ความพร้อมมันมีไหม? Home Isolation (กักตัวที่บ้าน) Community Isolation (กักตัวในชุมชน) Factory (โรงงาน) ต่างๆ ที่พูดกันมา ระบบที่พูดกันมาจริงๆ แล้วกลไกของรัฐ Support (สนับสนุน) ไหม?

การไปขอพื้นที่ตรงไหนก็ต้องใช้ส่วนงานราชการฝ่ายปกครอง ฝ่ายปกครองก็ไม่พร้อม สาธารณสุขก็ไม่พร้อม ดังนั้นถึงต้องเปิดโรงงานให้อยู่กัน อยู่กันแล้วต้องคิดนะว่าโรงงานอุตสาหกรรมมัน Design (ออกแบบ) ให้คนไปทำงานไม่ใช่ให้ไปนอนพักผ่อนเหมือนโรงแรม แล้วมันจะมี Facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) เพียงพอหรือไม่? เราจึงมองเห็นสถานการณ์ที่บางจังหวัดบอกว่าปิดไม่ให้ข้ามจังหวัดกันมาเลย” ศุภกร ระบุ

ในสถานการณ์โควิด-19 “ไรเดอร์” หรือผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งสินค้าโดยรับงานจากแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น เป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญ ด้านหนึ่งเป็นที่รองรับคนจากหลากหลายอาชีพที่ต้องตกงานในช่วงดังกล่าวให้ยังมีงานมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว และอีกด้านเป็นเหมือนม้าเร็วนำสิ่งของอุปโภค-บริโภคกระจายไปถึงมือผู้รับในช่วงที่คนจำนวนมากต้องทำงานอยู่กับบ้าน ตามมาตรการลดการรวมกลุ่มอันเป็นความเสี่ยงต่อโรคระบาด

อนุกูล ราชกุณา แอดมินเพจ สหภาพไรเดอร์ Freedom Rider Union กล่าวว่า ไรเดอร์เป็นกลุ่มคนที่ไม่มั่นคงในอาชีพด้านหนึ่งคือสภาพการทำงานที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องด้วยราคาค่ารอบที่ต่ำ จึงต้องรับงานวิ่งส่งของให้ได้รอบมากที่สุด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลกระทบทั้งต่อตัวไรเดอร์เองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ แต่อีกด้านคือไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ ทั้งที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ มีโอกาสเจ็บป่วยจากการทำงาน

“อยากเสนอไปทางภาครัฐ อาจจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาสำรวจว่าค่ารอบที่เหมาะสมในการทำงานที่มันไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือทำงานน้อยกว่านั้น มันจะเป็นผลดีกับไรเดอร์ไหม? ซึ่งผมมองว่าเป็นผลดีแน่นอน เพราะยิ่งไรเดอร์ทำงานมีความเสี่ยงอยู่บนท้องถนน เขายิ่งสูดเอาควันที่มันเป็นพิษเข้าไป ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว ซึ่งมันไม่เห็นผลตอนนี้” อนุกูล กล่าว

อนุกูล กล่าวถึงความท้าทายสำคัญคือ “ไรเดอร์หลายคนมองว่าตนเองเป็นอาชีพอิสระ” แต่ในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามเพราะบริษัทแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นมีอำนาจให้คุณให้โทษไรเดอร์ได้ (อาทิ การลดค่ารอบ) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในลักษณะของการเป็นนายจ้าง ทั้งนี้ สิ่งที่สหภาพไรเดอร์พยายามผลักดัน ไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีสถานะเป็นลูกจ้างเท่านั้น แต่หากไม่เป็นลูกจ้าง อย่างน้อยควรมีพื้นที่ให้ไรเดอร์สามารถพูดคุยกับบริษัทแพลตฟอร์มได้

ลำพังแรงงานไทยก็เผชิญปัญหามากพอสมควรแล้ว “แรงงานข้ามชาติ” นั้นปัญหายิ่งรุนแรงกว่า อดิศร เกิดมงคลผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์สิ่งที่ตามมาคือการเลิกจ้างพนักงาน แต่สำหรับแรงงานข้ามชาติจะต่างกับแรงงานไทยคือเมื่อถูกเลิกจ้างแล้วต้องหานายจ้างใหม่ให้ได้ภายใน30 วัน แต่สถานการณ์แบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการหางานใหม่ จึงทำให้จำนวนคนต่างชาติที่อยู่ในไทยแบบผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขตั้งแต่การระบาดระลอกที่ 2 ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐบาลไทยด้านแรงงานข้ามชาติเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา(2563-2564) มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายเวลาการดำเนินการเพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถอยู่ในประเทศไทยไปแล้วถึง 13 ครั้ง ขณะที่มาตรการตรวจคัดกรองยังมุ่งเน้นเรื่องสถานะทางทะเบียนเป็นสำคัญ เช่น หลายแห่งรับตรวจเฉพาะผู้ที่มีบัตรประชาชนที่เอกสารอื่นที่เทียบเท่า หรือถึงจะได้รับการตรวจ แต่เมื่อพื้นที่โรงพยาบาลมีจำกัดจึงมักเลือกให้บริการคนไทยก่อน ภาพของการตีตราเลือกปฏิบัติ กลับมาอยู่ในสังคมไทยอีกครั้งหลังจากหายไปนาน

อดิศร กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ 1.จัดระบบเพื่อให้แรงงานเข้าถึงการประกันรายได้ ทั้งการรักษาสภาพการจ้างงานเพื่อให้แรงงานยังอยู่ในระบบ หรือหากจำเป็นต้องเลิกจ้างก็ต้องมีมาตรการเยียวยาชดเชย การดึงคนที่หลุดจากระบบไปแล้วกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าขั้นตอนการจ้างแรงงานข้ามชาตินั้นยุ่งยาก และการทำให้การเข้าทำงานอย่างถูกกฎหมายสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย

2.วางแผนบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติระยะยาวที่ผ่านมามีเพียงการดำเนินการแบบระยะสั้น และ 3.การลดอคติดังตัวอย่างจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ด้านหนึ่งฝ่ายสาธารณสุขอยากให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการรักษา แต่อีกด้านหนึ่งมีการตั้งชุดเฉพาะกิจออกจับกุมแรงงานข้ามชาติ หรือกำหนดให้ร้านขายยาคอยสอดส่องแรงงานข้ามชาติที่มาซื้อยาแก้หวัด ตลอดจนการสื่อสารบางถ้อยคำที่ทำให้เกิดการมองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นพาหะนำโรคระบาด เช่น คนไทยไม่ติดแต่ต่างด้าวติด เป็นต้น

“สิ่งที่สำคัญมากกว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะจัดการได้เองสมมุติการมีส่วนร่วมทำให้ตัวแรงงานข้ามชาติเขามีส่วนในการจัดการด้วย ซึ่งผมคิดว่าโจทย์นี้มันไม่ปรากฏเลยในช่วงที่ผ่านมา”อดิศร กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top