546.jpg
บทความพิเศษ : ตำนานอุรังคธาตุ คือ แก่นของวัฒนธรรมอีสานที่มีคุณค่ายิ่ง

บทความพิเศษ : ตำนานอุรังคธาตุ คือ แก่นของวัฒนธรรมอีสานที่มีคุณค่ายิ่ง

วันอังคาร ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ไปตรวจเยี่ยมโครงการสกลนครโมเดล ปีที่ 2 จึงถือโอกาสศึกษาพื้นที่หนองหาร แหล่งน้ำขนาดใหญ่ของสกลนคร นอกเหนือจากแหล่งน้ำ เพื่อการรับน้ำ และกระจายน้ำของสกลนคร ผมได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจมาก จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

ตามตำนานบอกว่า หนองหารเกิดจากการพลิกตัวของพญานาคที่ต้องการล้างคนบาปให้หมดไป จึงเกิดการยุบตัวของแผ่นดินกลายเป็นหนองหาร และเกิดเกาะอยู่กลางหนองหารอันเป็นที่อยู่ของ
คนปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า “ดอนสวรรค์”


บังเอิญในขณะที่ร่วมเดินทางครั้งนี้มี “พระอาจารย์ต้อม” แห่งวัดป่าสมณวงศ์ ที่มีบทบาทสูงด้านการพัฒนาพื้นที่ และสร้างรายได้ผ่านการปลูกกล้วยหอมทองในโครงการสกลนครโมเดล

พระอาจารย์ต้อม มีความรู้เรื่องตำนานสำคัญของอีสาน คือ “ตำนานอุรังคธาตุ”ที่กล่าวว่า เมื่อสิ้นสุดยุคกาลสมัยของสมเด็จพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธศาสนาจะยังคงรุ่งเรือง และคงอยู่จนครบอายุ 5,000 ปีในดินแดนแถบสกลนคร และนครพนมดังนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้า จึงทรงมีดำริให้นำพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุในบริเวณดินแดนแถบนี้

ตำนานกล่าวว่า พระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์ที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนทรวงอก ที่เรียกว่า “อุรังคธาตุ”มาประดิษฐาน ณ มหาเจดีย์ คือ พระธาตุพนมด้วยความเชื่อในตำนานที่กล่าวนี้ จึงเกิดตำนาน “พระอุรังคธาตุ” ขึ้น และเชื่อกันว่าบรรดาพระป่าที่ปฏิบัติธรรมจะธุดงค์มาจำพรรษาตามบริเวณพื้นที่แถบนี้เสมอมา

ตำนานพระอุรังคธาตุสำหรับผม ถือว่าเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการบอกว่า พระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย แต่จะมาเจริญรุ่งเรืองจนหมดอายุขัยในประเทศไทย

ประเทศไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และคนไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นชาวพุทธ ยิ่งไปกว่านั้นพุทธศาสนาเข้ามาสอดแทรกในขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยอย่างมาก จนบ่อยครั้งคนไทยแยกไม่ออกว่าส่วนใดเป็นพุทธศาสนา และส่วนใดเป็นประเพณีของคนไทย เช่น ประเพณีสงกรานต์ ที่มีทั้งการสรงน้ำพระ การเล่นน้ำไปจนถึงการก่อเจดีย์ทราย และทำบุญปีใหม่ เป็นต้น

เมื่อผมคิดถึงการพัฒนาประเทศไทยที่จะนำ “วัฒนธรรม” (Soft Power)มาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความแตกต่างและเป็นจุดขายของสินค้า รวมไปถึงบริการ อันจะนำเศรษฐกิจไทยออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ การจะนำวัฒนธรรมที่เป็น Soft Power ไปใช้นั้น จำเป็นจะต้องมี “แก่นสาร” ของความรู้ที่ชัดเจน มีหลักฐานทางตำนานประวัติศาสตร์ และคติความเชื่อที่สามารถเชื่อมโยงกับสถานที่ โบราณสถานไปจนถึงวิถีชีวิตของคนไทย

เมื่อมีฐานความรู้ที่มั่นคงเช่นนี้ การนำวัฒนธรรมมาใช้เป็น Soft Power ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าและบริการ จะมีความน่าเชื่อถือ และแรงดึงดูดตลาด และลูกค้า ไปจนถึงการสามารถต่อยอดสินค้าและบริการได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ผมเชื่อและมั่นใจว่า ตำนานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จะเป็น Soft Power ที่ทรงพลังยิ่งของเศรษฐกิจไทย สาธุ สาธุ สาธุ

กนก วงษ์ตระหง่าน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top