“ประวัติอาชญากร” หนึ่งในเรื่องที่เป็นอุปสรรคของเป้าหมาย “คืนคนดีสู่สังคม” ของงานราชทัณฑ์ในประเทศไทย เพราะแม้รัฐจะมีส่งเสริมการเรียนหนังสือและฝึกอาชีพของผู้ต้องขัง แต่เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากจะกลับไปหางานสุจริตทำเพราะเป็นคนมีประวัติไปแล้วไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม ขณะเดียวกัน กระบวนการจัดทำประวัติอาชญากรยังส่งผลต่อผู้ถูกจับกุมตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคดี หรือแม้แต่คดีสิ้นสุดแล้วโดยศาลยกฟ้อง จากผู้ต้องหาคืนสถานะเป็นผู้บริสุทธิ์ ประวัติก็ยังติดตัวและอาจถูกตีตราเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะการไปสมัครงาน
ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พบปัญหาเกี่ยวกับระบบประวัติอาชญากรของไทย อาทิ นายจ้างนำประวัติของผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในขณะที่ยังเป็นเยาวชนและศาลมีคำพิพากษาโดยให้เปลี่ยนโทษเป็นการฝึกอบรมหรือผ่านเงื่อนไขการคุมประพฤติแล้วมาประกอบการพิจารณาและปฏิเสธการเข้าทำงาน หรือกรณีฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรไม่เป็นปัจจุบัน ทำให้บุคคลผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทินแล้วยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัตินั้นเช่นเดิม
ในเบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก้ไขระเบียบในส่วนของประวัติอาชญากรของผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน ตามข้อเสนอแนะของ กสม. โดยคัดแยกประวัติการกระทำความผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรของคนทั่วไป แต่การปรับปรุงแนวทางการจัดทำและใช้ข้อมูลประวัติอาชญากร ยังมีความท้าทายเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานทั้งตำรวจ อัยการและศาล
ข้อเสนอของ กสม. เมื่อเดือนก.ค.2564 เสนอให้ กระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าภาพในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เชื่อมระบบเพื่อส่งต่อข้อมูลผลคดีได้อย่างรวดเร็วและแก้ไขฐานข้อมูลประวัติอาชญากรให้เป็นปัจจุบัน ไม่ให้เป็นภาระของประชาชนในการยื่นคำร้องขอปรับปรุงข้อมูลด้วยตนเอง (อาทิ กรณีถูกจับกุมเป็นผู้ต้องหา มีการทำประวัติไว้ ต่อมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้กระทำผิดระบบจะปรับปรุงข้อมูลให้ แทนที่ประชาชนจะต้องนำเอกสารจากศาลไปยื่นขอปรับปรุงประวัติที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร)
นอกจากนี้ สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังมีข้อเสนอให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระเบียบว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยแยกประเภทบัญชีประวัติผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา และประเภทบัญชีบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of innocence) อีกทั้งควรบันทึกข้อมูลการล้างมลทินไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรเป็นการเพิ่มเติมด้วย โดยปัจจุบันข้อเสนอเหล่านี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
อีกด้านหนึ่ง ยังมีร่างกฎหมาย “(ร่าง) พ.ร.บ.ประวัติอาชญากรรม พ.ศ. ….” ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เป็นกฎหมายกลางว่าด้วยการบริหารจัดการประวัติอาชญากร โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลประวัติอาชญากร และมีการจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม (Data Exchange Center : DXC) ให้กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม
ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการทบทวนปรับปรุงแก้ไขร่าง ตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) พบว่า ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับข้อเสนอแนะของ กสม. เช่น หลักการห้ามมิให้เปิดเผยประวัติในกรณีที่เจ้าของประวัติได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทิน รวมถึงกรณีที่พ้นจากระยะเวลา 5 ปี นับแต่มีคำพิพากษาแล้ว
หลักเกณฑ์การเปิดเผยประวัติในกรณีฐานความผิดร้ายแรงเพื่อเป็นการคุ้มครองสังคม และการกำหนดให้มีนายทะเบียนและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลประวัติ ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องขอเปิดเผยหรือไม่ให้เปิดประวัติอาชญากรซึ่ง กสม. มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า ควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายกลางในการเยียวยาความเสียหายที่ครอบคลุมการเยียวยาผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ด้วยอีกทางหนึ่ง
ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แจงเพิ่มเติมในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ กสม. เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2565 ว่า ในการกระทำผิด นอกจากผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว ยังต้องมีการคุ้มครองสังคมด้วย เช่น มีกรณีผู้กระทำผิดในคดีข่มขืนกระทำชำเรา พ้นโทษมาแล้วก็ยังกลับไปก่อคดีแบบเดิมซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม การที่ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายแล้ว เมื่อออกมาไม่สามารถกลับไปหางานสุจริตทำได้อีกเพราะมีประวัติอาชญากรติดตัวนั้นก็ผิดหลักการให้โอกาสคนได้กลับคืนสู่สังคม จึงต้องมีสมดุลระหว่างทั้ง 2 ด้าน
“ในต่างประเทศเขามีการศึกษา แล้วก็พบว่าคนที่ทำผิดในคดีที่เล็กน้อย โทษไม่สูง ถ้าพ้นโทษมาแล้วไม่กระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี หรือเป็นโทษที่อุกฉกรรจ์ โทษสูง ไม่กระทำผิดภายใน 5 ปี อันนี้ก็ถือว่าสังคมจะปลอดภัยแล้ว ดังนั้นตัวเลข 2 ปี 5 ปี มันก็จะเป็นตัวเลขทำให้สังคมมีความเชื่อมั่นว่าคนเหล่านั้นจะไม่กลับมากระทำผิดอีก ทำร้ายสังคมขึ้นอีก อันนี้ก็จะเป็นข้อเสนอในร่าง พ.ร.บ. ที่ทางกระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จะเป็นคนดำเนินการร่างกฎหมาย
ดังกล่าว” ปิติกาญจน์ ระบุ
ปิติกาญจน์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันที่ยังไม่มีกฎหมายข้างต้นบังคับใช้ ใครที่เคยทำผิดมีประวัติอาชญากรติดตัวประวัตินั้นก็จะอยู่ไปจนวันตาย ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชน เช่น มีเรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาท ถูกจับกุมดำเนินคดี เด็กและเยาวชนนั้นก็มีประวัติติดตัว แม้ศาลจะไม่สั่งลงโทษให้อยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก แต่ให้เข้ากระบวนการคุมประพฤติก็ตาม โดยปัญหาของประวัติอาชญากรถูกพูดถึงกันมานานแล้วนับตั้งแต่ตนเองยังอยู่ในกระทรวงยุติธรรม แต่ยังไปไม่ถึงการแก้ไข ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นใน1-3 ปีข้างหน้า
อีกด้านหนึ่ง ยังมีปัญหาผู้ที่มีประวัติอาชญากร ในส่วนของบุคคลที่คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และการพิจารณาคดีอาจใช้เวลาหลายปี จากตำรวจถึงอัยการและศาล อีกทั้งบางครั้งก็สู้กันถึง 3 ศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น อุทธรณ์และฎีกา คนเหล่านี้อาจเสียโอกาสในการหางานทำเพราะมีประวัติติดตัว ก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดหาทางแก้ไข แต่เชื่อว่าเมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ ก็น่าจะลดปัญหาดังกล่าวลงได้บ้าง
“ต่อไปนี้การจะเข้าถึงฐานข้อมูลบุคคล อะไรต่างๆ หากเราไม่เกี่ยวข้องอาจจะเข้าถึงไม่ได้ แต่เดิมมาเอกชนเวลาทำงาน เราก็เข้าใจเขา เอกชนเขาก็ต้องการคนที่ไม่ด่างพร้อยมาทำงาน อันนี้ก็คิดว่า ตัวร่าง พ.ร.บ.ประวัติอาชญากร ที่กำลังจะร่าง ซึ่งเขาจะต้องรับฟังความคิดเห็น ก็มาช่วยกันให้ความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกฎหมายดังกล่าวด้วย” ปิติกาญจน์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี