วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเสมอ โดยข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เพียง 5 เดือนแรกของปี 2565 มีชาวต่างชาติเดินทางมาเยือนไทยแล้วกว่า 1.3 ล้านคน มากกว่าตลอดทั้งปี 2564 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 4 แสนกว่าคน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ซึ่งรวมถึงการเดินทางเข้าประเทศไทยสามารถทำได้สะดวกขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า ภาพบรรยากาศผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยที่ชินตาในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด จึงกลับมาอีกครั้ง
รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิริวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในเวทีเสวนา (จัดโดย) หัวข้อ “มิติใหม่ของการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการภายใต้ความปกติใหม่” จัดโดย วิทยาลัยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม เมื่อเร็วๆ นี้ โดยหยิบยกรายงาน “Revitalising Thailand’s tourism sector” ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่ในปี 2564 มาบอกเล่า เนื้อหาในรายงานเป็นการเปรียบเทียบไทยกับประเทศอื่นๆในหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบไทยกับ 140 ประเทศทั่วโลก พบว่าเรื่องของ “Tourist service infrastructure” หรือ “โครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว” ไทยอยู่ในอันดับ 14 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนนสูงถึง 5.9 คะแนน แสดงว่าโครงสร้างเรื่องของการท่องเที่ยวดีอยู่แล้ว แต่เรื่องของ “Safety & security” หรือ “ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย” ไทยอยู่อันดับที่ 111 จาก 140 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทยที่จะต้องปรับปรุง
“รายได้ของไทยมากกว่า 2 ใน 3 ของรายได้ มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยร้อยละ 75 มาท่องเที่ยวระยะสั้น และอีกร้อยละ 28 มาจากนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนห้ามประชากรออกนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติร้อยละ 28 เลือกท่องเที่ยวช่วง High season โดยนักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 80 ไปท่องเที่ยวแค่ 5 จังหวัดของไทย และนักท่องเที่ยวมาภาคอีสานเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น
จะเห็นได้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวไปอยู่แค่ 5 จังหวัดหลักๆ เท่านั้น จึงต้องให้สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นจะต้องช่วยกันที่จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเที่ยวบ้านเราบ้าง ในอดีตจะมุ่งเน้นที่นักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น แต่หลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่” รศ.ดร.สุวิทย์กล่าว
สุรัชสานุ์ ทองมี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงอุตสาหกรรม “ไมซ์ (MICE)” หรือการท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นการจัดประชุมหรือจัดนิทรรศการงานแสดงสินค้าต่างๆ ว่า ในส่วนของภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยการใช้ MICE เสริมสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ และในปัจจุบันมีการยกระดับความพร้อม 10 เมือง MICE City
ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และอุดรธานี นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุน โดยใช้กลไกของไมซ์เข้ามาจับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายที่แข็งแรงในเชิงของพื้นที่จังหวัดนั้นๆ เพื่อที่จะจัดส่งเสริมในเรื่องของการประชุมและสร้างองค์ความรู้
โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องมีความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมโยงกับพื้นที่และประเทศใกล้เคียง ฉะนั้นการส่งเสริมการจัดไมซ์ทุกภูมิภาค เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็น “กลยุทธ์อันดับที่ 1” คือ “การสร้างความแข็งแกร่งระดับชาติ” และมุ่งเป้าผลสัมฤทธิ์ในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท และจัดเก็บภาษีได้มากกว่า 2 พันล้านบาท และเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ในประเทศไทยมากกว่า 5 หมื่นอัตรา
“กลยุทธ์อันดับที่ 2” คือ “การช่วงชิงโอกาสระดับสากล” หมายถึงจะต้องถ่ายทอดศักยภาพที่แข็งแกร่งของพื้นที่ และใช้ผลลัพธ์ดังกล่าวในการเสริมสร้างลักษณ์ สร้างการรับรู้แข่งขันกันเพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดไมซ์ในระดับโลกและระดับนานาชาติ และที่สำคัญจุดแข็งที่ทั่วโลกยอมรับ คือ การชูจุดแข็งด้านสุขอนามัยควบคู่กับนวัตกรรม ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ในปี พ.ศ.2565 จะได้งานไมซ์ระดับนานาชาติมากกว่า 30 งาน และจะเป็นงานที่สร้างความยั่งยืนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
“สุดท้ายที่กำลังดำเนินการ เพื่อที่จะทำให้ยุค New Normal ของการท่องเที่ยวและบริการของไมซ์เปลี่ยนแปลงไป คือการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ผ่านนวัตกรรมและดิจิทัลเซอร์วิสต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าและต่อยอด ซึ่งการประชุมแบบเดิมๆ จะเปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้น การพูดคุยและถ่ายทอดองค์ความรู้ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มศักยภาพบุคลากรในองค์กรต่างๆ รวมทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับอาชีวศึกษาที่จะยกระดับให้องค์ความรู้และผลิตบุคลากรที่ดี ออกมาให้บริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไมซ์” สุรัชสานุ์ระบุ
มุมมองภาคเอกชน ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Deewana Hotel & Resort และอุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคใต้) เปิดเผยว่า จังหวัดภูเก็ตในช่วงโควิด-19 ระบาด โรมแรมมากกว่าร้อยละ 80 ปิดให้บริการแม้จะเป็นช่วง High Season ก็ตาม โดยเริ่มเกิดผลกระทบในเดือนก.พ. 2563 นักท่องเที่ยวเริ่มลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน และในช่วงเดือน มี.ค. 2563 นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มลดลงเช่นกัน
ซึ่งจะเห็นได้จากในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 40 ล้านคน พอเข้าสู่การแพร่กระจายของโควิด-19 ช่วงแรกเหลือเพียง 5-6 ล้านคน กระทั่งในปัจจุบันโรมแรมเปิดกิจการใน “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” โดยเริ่มในช่วงเดือนก.ค. 2564 ก็สามารถบรรเทาผลกระทบได้ โดยภูเก็ตมีมาตรการคือ “ระดมฉีดวัคซีนให้กับคนในชุมชน” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการให้คนในท้องถิ่นมีความร่วมมือกัน โดยประชากรในพื้นที่จะต้องฉีดวัคซีนมากกว่าร้อยละ 70 เพื่อให้สามารถเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้
ทั้งนี้ ช่วงแรกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใน จ.ภูเก็ต นักท่องเที่ยวจะต้องตรวจคัดกรองโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR หลายรอบ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจเกือบ 1 หมื่นบาท จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสูงมาก และถึงแม้จะเปิดโรงแรมมากขึ้นถึงร้อยละ 70 จากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แต่อัตราการเข้าพักของโรมแรมยังน้อยมาก โดยมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1 หมื่นคน จากปกติภูเก็ตรับนักท่องเที่ยวประมาณ 6-7 แสนคน หรือประมาณปีละ 9 ล้านคน
แต่หลังจากวันที่ 1 พ.ย. 2564 เป็นต้นมา ที่เริ่มระบบ Test & Go นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่ต้องกักตัวมากแล้ว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้น จากนักท่องเที่ยวประมาณ 1 หมื่นคน ในช่วงภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพิ่มเป็น3 หมื่นคน หลังเปิดระบบ Test & Go ต่อมาในเดือนธ.ค. 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 8 หมื่นคน และหลังจากนั้นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8 หมื่นคนทุกเดือน ถึงกระนั้นก็ยังทำรายไม่ถึงร้อยละ 30 ของสถานการณ์ปกติ
“ถึงแม้สถานการณ์ยังไม่ปกติจากโควิด แต่โรงแรมมีวิธีการแก้ปัญหา คือ แต่ละโรงแรมจ้างพนักงานประจำประมาณร้อยละ50-60 และที่เหลือก็จ้างพนักงานรายวัน นอกจากนี้อาจจะมีพนักงานฝึกงาน แต่โรงแรมอาจจะรับไม่เยอะ เพราะว่าโรงแรมยังมีพนักงานประจำค่อนข้างมาก นอกจากนี้ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวในภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ลองลงมาเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และรัสเซีย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวอันดับ 1 คือชาวอินเดีย ตอนนี้จังหวัดภูเก็ตจึงเน้นที่ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย และมีงานไมซ์เนื่องจากนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดไมซ์ที่ดี หลายๆ โรงแรมที่รับไมซ์ต่างๆ จากชาวอินเดียจะได้รับรายได้เป็นจำนวนมาก” ศึกษิต กล่าว
ขวัญดาว เขตร์สมุทร Project Manager Thailand Lifelong Learning & Education Expo แผนก Exhibition Project บริษัท IMPACT Exhibition Management Co., Ltd กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ของสถานการณ์โควิด-19 ทาง IMPACT ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าค่อนข้างจะเน้นเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง การมาออกงาน และลูกค้าหลายคนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้
“ด้วยธุรกิจของ IMPACT จะไม่เน้นที่ลูกค้าภายในประเทศเท่านั้น แต่เน้นลูกค้าต่างชาติมากถึงร้อยละ 50 จึงต้องพยายามสร้างแพลตฟอร์มทำงานในรูปแบบใหม่ โดยการทำงานเป็นรูปแบบออนไลน์ และจะต้องทำให้ลูกค้าสามารถเชื่อถือได้ และสามารถเกิดธุรกิจได้เหมือนรูปแบบเดิม นอกจากนี้มีการทำเป็น Business Matching คือการประชุมเป็นแบบออนไลน์ในรูปแบบธุรกิจ และจะต้องจูงใจลูกค้าด้วยการประชาสัมพันธ์ การขยายฐานข้อมูลลูกค้าค่อนข้างมาก จึงทำให้ยอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งลูกค้าหลายคนก็ปรับตัวได้เร็วมาก แต่ช่วงแรกลูกค้าก็ต่อต้าน แต่พอทำได้ลูกค้าก็มีความเชื่อใจต่อองค์กร” ขวัญดาว กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี