วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
“มีความคิดที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ คือมันเป็นการขยายโอกาสทางสังคมแล้วก็ทางการศึกษา จากที่เราอยู่ที่บ้าน เราก็เห็นอยู่เท่านั้น แต่ออกมาโลกภายนอก แล้วเราผ่านจุดตรงนั้นมาแล้ว แล้วก็มีน้องมากมายที่ไม่ได้รับการศึกษา แล้วก็พอได้มาอยู่กับน้องก็มีความคิดที่จะสนับสนุน”
วิชญะ เดชอรุณ “น้องเค” หนุ่มวัยรุ่นผู้เปลี่ยนชีวิตตนเองและครอบครัว จากที่เติบโตมาในครัวเรือนซึ่งพัวพันกับการพนัน กลายมาเป็นแกนนำเยาวชน “เครือข่ายเพื่อนเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี” โดยจุดพลิกผันสำคัญคือการได้รู้จัก “มโนราห์” ศิลปะการร่ายรำพื้นบ้านอันเป็นจิตวิญญาณของชาวใต้ หลังการฝึกซ้อมจนชำนาญ นอกจากจะสร้างรายได้เลี้ยงตนเองจากงานประเพณีต่างๆ ที่มีเจ้าภาพว่าจ้างให้ไปรำแล้วยังช่วยต่อโอกาสให้กับเด็กคนอื่นๆ ด้วย
น้องเค บอกเล่ากับคณะทำงานของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสื่อมวลชน ที่เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงปลายเดือนก.ย.-ต้นเดือนต.ค. 2565 ที่ผ่านมา ว่า มีครั้งหนึ่งสมาชิกในชมรมมโนราห์ป่วยหนัก แม้จะสามารถหาช่องทางไปรักษาตัวในกรุงเทพฯ ได้ แต่อุปสรรคใหญ่คือค่าเดินทางระหว่างสุราษฎร์ธานี-กรุงเทพฯ ซึ่งต้องไป-กลับหลายครั้งเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การที่สมาชิกคนอื่นๆ ที่เหลือตกลงกันว่างานรำในช่วงเวลานั้น ค่าจ้างทั้งหมดจะถูกระดมเข้ากองกลางเป็นทุนค่าเดินทางดังกล่าว
ที่ตั้งของชมรมมโนราห์ซึ่งน้องเค-วิชญะ ได้รับโอกาส คือ “ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้ ศูนย์ฝึกที่ 1 บ้านปากลัด”ตั้งอยู่เลขที่ 102 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานีจุดเริ่มต้นมาจาก “แม่พรจิตร” พรจิตร อุดมศิลป์ ซึ่งนอกจากมีชื่อเสียงในฐานะ “ครูมโนราห์” แล้ว ยังทำงานด้านเด็กและเยาวชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดย แม่พรจิตร เล่าว่า เติบโตมาจากตระกูลครูมโนราห์ จึงได้รับสืบทอดศิลปะแขนงนี้มาแบบรุ่นสู่รุ่น แต่ในรุ่นของตนเองนั้น มีโอกาสได้พบกับ “งานวิจัยท้องถิ่น” ซึ่งทำให้ได้รู้ว่า ท่วงท่าที่ร่ายรำอยู่มีรากเหง้าพิธีกรรมความเชื่อเป็นมาอย่างไร
ความพิเศษของศูนย์แห่งนี้ แม่พรจิตร กล่าวว่า ที่นี่ไม่ได้สอนแต่มโนราห์เท่านั้น ยังรวมถึง “ทักษะชีวิต” ด้วย เช่น การปลูกผัก เลี้ยงปลา ทำสบู่ ทำขนมพื้นบ้าน โดยนำหลักคิดแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และต่อมาได้ขยายออกไปสู่เด็กคนอื่นๆ ที่แม้จะไม่ได้สนใจการรำมโนราห์ แต่ก็พยายามดึงให้ออกมาจากปัจจัยเสี่ยงอันหมายถึงอบายมุขต่างๆ โดยหากิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้ทำ อาทิ มีเด็กคนหนึ่งสนใจการเลี้ยงวัวแต่ไม่มีเงินซื้อวัว จึงแนะนำให้ปลูกหญ้าขายเป็นอาหารวัวแทน เป็นต้น
นอกจากจะเป็นทั้งครูและแม่ของเด็กๆ ที่เข้ามาใช้พื้นที่ชมรมมโนราห์แล้ว การได้รู้จักกับงานวิจัยท้องถิ่น ยังทำให้แม่พรจิตรกลับมาเรียนต่อให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งแม่พรจิตรเองก็เคยเป็น “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา” เช่นกัน โดยเรียนถึงชั้น ป.4 ก็ไม่ได้เรียนต่อด้วยข้อจำกัดด้านฐานะครอบครัวกระทั่งเมื่อได้เป็นวิทยากรไปบรรยายตามสถานศึกษาในระบบ เห็นนักเรียน-นักศึกษา ทักทายตนเองโดยเรียกว่า “ครู” ทั้งที่เรียนมาเพียงชั้น ป.4 จึงเกิดแรงกระตุ้นให้ตัดสินใจเข้าเรียนหลักสูตร “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)” จนจบระดับ ม.ปลาย
“เด็กๆ ตอนนี้ร้อยชุดมโนราห์ได้แล้ว จริงๆ แล้วชุดมโนราห์ชุดหนึ่งก็ประมาณ 1-2 หมื่นบาท เด็กๆ ได้ชุดมโนราห์สักชุดหนึ่ง มีการขายออนไลน์ ก็ดีใจมากเลยที่มีรายได้ได้เยอะอยู่ มีน้องที่ขายได้หลายชุดเลย ก็อยู่นอกระบบอยู่หลายรอบอยู่ พอออกนอกระบบจาก ม.3 บอกแม่จิตรๆ ไม่เรียนแล้วๆ แม่จิตรว่า ไม่ได้! แม่จิตรยังเรียนเลย แล้วก็ดันเข้าไป กศน. จบ กศน. บอกแม่จิตร! ผมหยุดแค่นี้ได้ไหม? ไม่ได้! ลูกต้องไปต่อราชภัฏ เข้าสาขาการจัดการวัฒนธรรม ผลักดันเด็กๆ คือเราคิดเหมือนลูกตัวเอง” แม่พรจิตร กล่าว
ในขณะที่การศึกษากระแสหลักที่ภาคส่วนต่างๆในสังคมมักให้ความสนใจคือการศึกษาในระบบ อันหมายถึงการเรียนในโรงเรียนตามปกติตั้งแต่ประถมต้น (ป.1) ไปจนถึงมัธยมปลาย (ม.6) แต่ก็มีเด็กและเยาวชนอีกไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบด้วยสาเหตุต่างๆ นานา ซึ่งก็จะเป็นบทบาทของ กศน. ในการทำให้เด็กเหล่านี้ยังมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้นซึ่งหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเองและครอบครัว
ชลิดา ศรพิชัย ครู กศน. ในพื้นที่ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เล่าว่า การทำงานในฐานะครู กศน. คือพยายามดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงเข้ามาสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ให้ได้มากที่สุด อาทิ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กเร่ร่อนที่ต้องย้ายตามครอบครัวไปทำงานเรื่อยๆ แบบไม่อยู่ที่ใดที่หนึ่งนานนักเด็กในครัวเรือนยากจน เด็กที่เป็นแม่วัยใสท้องก่อนวัยอันควร เด็กพิการ เป็นต้น แต่เด็กบางคนหรือครัวเรือนบางบ้านก็ต้องอาศัยการทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งด้านหนึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของครูเวลาไปเยี่ยมบ้านเด็กด้วย
การเรียนการสอนของ กศน. จะแตกต่างจากการเรียนในระบบ โดยจะเสริมทักษะอาชีพและทักษะชีวิตเข้าไป เช่น เคยมีเด็กที่ติดน้ำกระท่อมบ้าง ยาบ้าบ้างมาเรียน ตอนแรกๆ ครูสังเกตว่าเวลาเรียนท่าทางเหม่อลอย แต่เมื่อได้แนะนำให้รู้จักการเลี้ยงปลาซึ่งสามารถนำไปขายได้ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ให้ความสนใจและอยากให้มีทุนสนับสนุนโครงการเลี้ยงปลาอย่างต่อเนื่อง หรือมีเด็กพิการเป็นโปลิโอ มินิสัยขี้อายไม่กล้าเข้าสังคม แต่เด็กคนนี้มีแม่เป็นช่างเสริมสวย จึงสนใจฝึกวิชาชีพช่างตัดผม ปัจจุบันสามารถยึดเป็นอาชีพได้แล้วโดยมีเพื่อนๆ เป็นลูกค้าประจำ
“เด็กที่ว่ามาเรียนก็ยังเรียนอยู่ ที่ได้ทุนมา 2 ปี เรียน กศน. จบไปบ้างแล้ว เด็กที่ว่าไปตามมา กินน้ำกระท่อม ติดยาบ้าอะไรอย่างนี้ ใกล้จบแล้ว ที่เขาว่าอย่าไปเลย เด็กบิดแต่รถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ไม่ได้สนใจจริงๆ พอเราเอามา ไปพูดคุยกับเขาเป็นเพื่อนกันแล้วก็พามา แล้วก็เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ เด็กผู้หญิงส่วนมากที่เป็นแม่วัยใส อายุ 15 ปีท้องก่อนวัยอันควร ครูก็บอกว่า คุมนะลูกนะ..อย่าเกิดแล้ว..พอก่อน! (คุมกำเนิด) ไปสอนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพูดทุกเรื่อง
กินยาคุมอย่าให้ท้อง ต้องเป็นทุกเรื่อง ต้องรู้ทุกเรื่องของความที่ว่าเราเป็นครู ครู กศน. ต้องรู้ทุกอย่างเลย อันนี้บางทีคนอื่นเขาไม่พูดนะ เขาถือไม่ใช่เรื่องอะไรของเขา แต่พี่ส่วนมากจะพูด วันนี้ 15 ปี เกิดไป 2 คน นักศึกษาที่มาเรียนเราไปบังคับไม่ได้ไม่ให้เขามีครอบครัว แต่มีแล้วเราต้องให้ความรู้เขา”ครูชลิดา กล่าว
ด้าน ชานนท์ ปรีชาหาญ คณะทำงานโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบโดยเครือข่ายเชิงพื้นที่(พื้นที่ภาคใต้ตอนบน) เล่าว่า ตนเองพื้นเพเป็นชาว อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานีในช่วงแรกๆ ที่ผ่านมายัง ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ ได้พบเห็นเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งพยายามฝึกรำมโนราห์โดยดูจากคลิปวีดีโอในยูทูบ เพราะไม่มีทุนจะไปหาสถานที่และหาครูมาสอน ซึ่งแม้กระทั่ง แม่พรจิตร ถึงจะอยู่ใน อ.เวียงสระ แต่ก็อยู่ที่ ต.เวียงสระ หากจะเรียนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
จากสิ่งที่ได้พบเห็นข้างต้น จึงนำไปหารือกับ รัตนา ชูแสง ผู้รับผิดชอบโครงการ จึงเกิดเป็น ศูนย์สืบสานมโนราห์ปักษ์ใต้ ศูนย์ฝึกที่ 1 บ้านปากลัด ภายใต้หลักคิด“เอาชุมชนเป็นฐาน” ซึ่งหลังจากเปิดศูนย์ฯ นอกจากเยาวชนในพื้นที่บ้านปากลัด หรือ อ.เวียงสระ แล้วยังมีเยาวชนจาก อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงจาก จ.นครศรีธรรมราช มาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของเยาวชนไปโดยปริยาย
“มีการพูดคุยกันในเวทีของเพื่อนเยาวชนระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าเราจะหนุนเสริมและเปิดเป็นพื้นที่การเรียนรู้ให้กับน้องๆ เขาได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ตอนนั้นเจตนาผมคิดแค่ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางกายและใจของเขา ผมมีโจทย์แค่นี้ เขาต้องได้รับความปลอดภัยในการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ของเขาเอง เมื่อเขาอยากสร้างศูนย์ตรงนี้ อยากสร้างโรงฝึกซ้อมแบบนี้ สร้างหอมโนราห์แบบนี้ของเขา ล้วนแต่เป็นงานฝีมือของเด็กนอกระบบการศึกษาทั้งนั้นเลย ที่เขามาทำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางกายของเขา
นอกจากนั้น โจทย์มันยังยากไปอีก แล้วความปลอดภัยทางใจของเด็กคืออะไร? เด็กสามารถที่จะบอกเล่าความเป็นเขาได้เขาสามารถใช้พื้นที่อย่างปลอดภัยโดยที่เขาไม่ต้องรู้สึกว่าเขามาใช้พื้นที่ของคนอื่นหรืออะไรแบบนี้ นี่คือความปลอดภัยทางใจของเขา เขาสามารถใช้พื้นที่ที่นี่ได้ตลอดเวลา” ชานนท์ กล่าว
กลับไปที่เรื่องราวของน้องเค-วิชญะ ในตอนต้น แต่เป็นมุมของคนเป็นแม่ เพ็ญสุข สุคนธมาน ซึ่งแม้จะภูมิใจกับลูกชายที่สามารถมีอาชีพหาเลี้ยงตนเอง อีกทั้งยังเป็นเด็กเรียนดี แต่เมื่อมองไปยังอนาคต “ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย” นั้นรออยู่ทั้งของตัวน้องเคเองและพี่น้องฝาแฝด ซึ่งแม้จะมีการแนะนำให้ไปขอทุนจากที่นั่นที่นี่ แต่การเข้าถึงนั้นแสนยากเย็นราวกับทุนแห่งโอกาสนั้นไม่มีอยู่จริง
“ผู้ปกครองเห็นความฝันของลูกเยอะ คุณครูแนะแนว คุณครูที่โรงเรียนมี ทุนตรงนั้นมีตรงนี้มี แต่ความจริงคือไม่เคยเจอ อะไรคะ..ประเทศไทยแบบนี้หรือ?” คุณแม่ของน้องเค สะท้อนความรู้สึก
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี