Logo วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
533.jpg
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
'ส่าไข้หรือไข้ออกผื่น' กำลังระบาดช่วงหน้าหนาว

'ส่าไข้หรือไข้ออกผื่น' กำลังระบาดช่วงหน้าหนาว

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 10.16 น.
Tag : ไข้ออกผื่น ส่าไข้
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

'ส่าไข้หรือไข้ออกผื่น' กำลังระบาดช่วงหน้าหนาว

ส่าไข้หรือไข้ออกผื่น แน่นอนว่าใครมีเด็กเล็กจะรู้จักโรคนี้อย่างแน่นอน แต่ไม่ได้เป็นได้เฉพาะเด็กเล็กนะ ผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นส่าไข้หรือไข้ออกผื่นได้เช่นกัน โดนเฉพาะช่วงหน้าหนาวนี้ กำลังเป็นโรคยอดฮิตเลยก็ว่าได้นะ สำหรับส่าไข้หรือไข้ออกผื่นจะมีอาการดังต่อไปนี้ 


 

อาการส่าไข้

ระยะฟักตัวของเชื้อจะอยู่ในช่วง 5-15 วัน และจะแสดงอาการออกมาภายใน 1-2 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ อาการของโรคไม่ค่อยรุนแรงและมักจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ สังเกตอาการได้จาก

  • ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็วเกือบ 40 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า และลดลงภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหรืออาจมีไข้อยู่ประมาณ 3-5 วัน บางรายมีอาการอื่น ๆ ร่วมกับไข้ขึ้นหรือเป็นนำมาก่อน เช่น น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวม
  • หลังไข้ลดลงมักจะเกิดผื่นขนาดเล็กประมาณ 2-3 มิลลิเมตร บริเวณหน้าอก หลัง ท้อง และคอ หรืออาจลามไปที่ใบหน้า แขน และขา โดยผื่นที่พบจะเป็นจุดเล็ก ๆ หรือเป็นปื้นสีแดงออกชมพู มีลักษณะค่อนข้างแบน ไม่ค่อยมีอาการคันหรือเจ็บ ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นและหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึง 1-2 วัน
  • บางรายอาจพบเฉพาะอาการไข้ขึ้นโดยไม่มีผื่นตามมา
  • หงุดหงิดง่าย
  • ท้องเสีย
  • ไม่อยากอาหาร
  • เปลือกตาบวม

เมื่อมีไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็วอาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการชักและอาการของโรคยังมีความคล้ายคลึงกับไข้ออกผื่นชนิดอื่น จึงควรหมั่นสังเกตอาการและไปพบแพทย์เมื่อผู้ป่วยมีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไข้ขึ้นนานเป็นสัปดาห์ หรือเกิดผื่นนานกว่า 3 วัน นอกจากนี้ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอแล้วไปสัมผัสผู้ที่มีเชื้อควรพบแพทย์ เพื่อตรวจหาการติดเชื้อและป้องกันอาการของโรค ซึ่งมักจะรุนแรงมากกว่าในเด็กทั่วไป

สาเหตุส่าไข้

ส่าไข้เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัสในกลุ่มโรคเริมที่ชื่อว่า Human Herpesvirus 6: HHV-6 และอาจเกิดจากเชื้อไวรัส Human Herpes Virus 7: HHV-7 ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางการไอ จาม สัมผัสโดนสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจอย่างน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วยเมื่ออยู่ใกล้กัน โดยการแพร่กระจายของเชื้อจะเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการหรือเป็นไข้ แต่เมื่อเกิดผื่นหรือมีอาการอื่น ๆ ของโรคจะไม่ติดต่อไปสู่ผู้อื่น ระยะฟักตัวของโรคจนกระทั่งผู้ป่วยแสดงอาการจะอยู่ในช่วง 9-10 วัน

แม้ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกับโรคเริม  แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ จากไวรัสกลุ่มนี้ตามมา เช่น โรคเริม โรคอีสุกอีใส หรือโรคงูสวัด สำหรับกลุ่มเสี่ยงของโรคจะเป็นทารกและเด็กเล็กอายุระหว่าง 6 เดือน-3 ปี มากกว่าวัยอื่น ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 95% เป็นเด็กอายุไม่เกิน 2 ปี

การวินิจฉัยส่าไข้

แพทย์จะวินิจฉัย โรคจากการสอบถามอาการ ประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย และการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นหลัก เพื่อแยกโรคนี้ออกจากโรคหรือสาเหตุอื่นที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น เมื่อมีไข้ขึ้น มีน้ำมูก ไอ แพทย์จำเป็นต้องแยกโรคนี้ออกจากโรคไข้หวัด

ในผู้ที่มีอาการชัดเจน แพทย์จะวินิจฉัยจากการสอบถามประวัติและการตรวจร่างกาย แต่บางรายที่บอกไม่ได้ชัดเจนอาจรอให้เกิดผื่นขึ้นตามอาการของโรค โดยแพทย์จะอธิบายลักษณะของผื่น เพื่อให้สังเกตได้ง่ายในระหว่างการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดในผู้ที่มีอาการไม่ชัดเจน เพื่อแยกจากโรคอื่น ๆ หรือช่วยยืนยันผลการติดเชื้อ โดยการตรวจจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่ การตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction: PCR) และการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Serology)    

การรักษาส่าไข้

ส่าไข้ไม่มีรูปแบบการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่จะเป็นการดูแลแบบประคับประคองไปตามอาการด้วยการบรรเทาอาการตามคำแนะนำ ดังนี้

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ผู้ป่วยที่อยู่ในวัยทารกหรือเด็กที่ยังรับประทานนม มารดาควรพยายามให้นมอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
  • รับประทานยาลดไข้เมื่อไข้ขึ้นสูงจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ควรอ่านฉลากยาก่อนทุกครั้ง เพื่อรับประทานยาในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลและยาไอบูโพรเฟนพร้อมกัน ให้รับประทานทีละชนิด และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ควรรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) ยกเว้นแพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันโรคกลุ่มอาการราย (Reye's Syndrome) จากการแพ้ยาแอสไพริน
  • หากรับประทานยาแล้วยังคงมีไข้ ควรเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นรุนแรงมากกว่าเดิมแม้ว่ามีการบรรเทาอาการเบื้องต้น เช่น มีไข้สูง มีอาการขาดน้ำ มีไข้ชัก หรือซึมลง บุคคลใกล้ชิดควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แพทย์อาจสั่งจ่ายยาแกนไซโคลเวียร์ (Ganciclovir) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัส เพื่อช่วยบรรเทาอาการ     

ภาวะแทรกซ้อนของส่าไข้

ผู้ป่วยอาจมีโอกาสเกิดโรคไข้ชัก (Febrile Seizure/Febrile Convulsion) หรืออาการชักจากไข้ขึ้นสูงได้บ่อย โดยพบได้ประมาณ 5-15% ของผู้ป่วยทั้งหมดที่เป็นเด็ก และอาจมีอาการอื่น ๆ นำมาก่อนชัก เช่น ความรู้สึกตัวลดลง เกิดการกระตุกที่แขน ขา หรือใบหน้านาน 2-3 นาที ฉุนเฉียวง่าย แต่อาการชักจากส่าไข้มักไม่อันตรายและเป็นในระยะสั้น ๆ

นอกจากนี้ ยังพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคสมองอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ปอดอักเสบ การติดเชื้อที่หู ซึ่งบางสภาวะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมไปถึงบางรายอาจเสี่ยงต่อภาวะ Haemophagocytic Syndrome และการติดเชื้อโมโนนิวคลีโอสิส (Infectious Mononucleosis) ที่มีความรุนแรง แต่พบได้น้อย

การป้องกันส่าไข้

โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ช่วยป้องกัน แต่สามารถลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้โดยหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีเชื้อนี้และล้างมือบ่อย ๆ และตัวผู้ป่วยเองควรหยุดพักอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นจนกว่าจะไข้จะลดลง

 

ที่มา : www.pobpad.com

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

เสี่ยสมจิตร ควัก 2 ล้าน อัดฉีดรถถัง ท้าชิงชัย ทาเครุ 29 เมษายนนี้

กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อรบ เมื่อความหิวกัดกินกองทัพอเมริกัน ณัฏฐ์ มงคลนาวิน สะท้อนอีกมุมตะวันออกกลาง

เจรจารอบใหม่ส่อวืด สื่อรัฐบาลอิหร่าน ยันข่าวลือส่งคณะผู้แทนไปปากีฯ ไม่เป็นความจริง

หมอวรงค์ บี้ กระทรวงการคลัง ทำอะไรอยู่ ไม่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved