533.jpg
สกู๊ปพิเศษ : ‘เครือข่ายลดเค็ม’พัฒนาสูตรอาหาร‘จานด่วน ลดโซเดียม’  ปูพรมสร้างร้านอาหารเพื่อสุขภาพทั่วกรุง

สกู๊ปพิเศษ : ‘เครือข่ายลดเค็ม’พัฒนาสูตรอาหาร‘จานด่วน ลดโซเดียม’ ปูพรมสร้างร้านอาหารเพื่อสุขภาพทั่วกรุง

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ซึ่งสนับสนุนโดยแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ร่วมกับ ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจอาหารไทยและนานาชาติ จัดอบรมปฏิบัติการโครงการลดเค็ม ยกระดับเพื่อสุขภาพ รุ่นที่สอง“จานด่วน ลดโซเดียม” หลังการจัดอบรมรุ่นแรก เมนูก๋วยเตี๋ยวลดเค็ม ซึ่งได้รับความสนใจจาก แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมาก

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวถึงการปรับพฤติกรรมลดบริโภคเค็มของคนไทยต้องทำในทุกมาตรการ ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมามีการสำรวจการบริโภคเค็มของคนไทย พบว่า อัตราการบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 4,300 มก./วัน แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการบริโภคลดลง โดยสำรวจเมื่อปี 2563 พบว่า อัตราการบริโภคเกลือโซเดียมลดลง 3,636 มก./วัน แม้ว่าจะลดลง แต่ยังถือว่าสูงกว่า มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำเกือบ 2 เท่า โดยค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ 2,000 มก./วัน


“การบริโภคเค็มของคนไทยส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งโรคความดันโลหิตสูง และโรคไต คนไทยผู้ป่วยโรคไตที่ต้องฟอกไต ล้างไต มากถึง 1.5 แสนคน มีค่าใช้จ่ายสูงปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไตรายใหม่ปีละ 10% หรือ จำนวน 1.5 หมื่นคน/ปี ขณะที่มีผู้ป่วยโรคไตที่ยังไม่ต้องล้างไต มากถึง 7.6 ล้านคน” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวถึงการบริโภคเค็มของคนไทยมาจากวิถีชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น น้ำแกง น้ำผัดอาหาร และ ก๋วยเตี๋ยวที่โซเดียม 60% อยู่ที่น้ำซุป หรือกระทั่ง อาหารจานเดียว นอกจากนี้ ยังมีการใช้โซเดียมฟอสเฟตในอาหารแปรรูป เนื้อแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง อาหารกระป๋อง ส่วนอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่คนนิยม เช่น บะหมี่ โจ๊กซอง อาหารแช่แข็ง ขนมขบเคี้ยว รวมไปถึง น้ำปรุงรส น้ำปลาร้า ก็เป็นแหล่งของโซเดียมที่สำคัญ

ฉะนั้น การปรับพฤติกรรมลดเค็มจึงมีความจำเป็นที่ผ่านมาเครือข่ายลดบริโภคเค็มได้ดำเนินการในหลายมาตรการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดพฤติการณ์ลดการบริโภคเค็ม โดยมีมาตรการรณรงค์ และการทำงานกับร้านค้า แม่ค้าและชุมชน รวมไปถึงโรงเรียนเพื่อปรับสูตรอาหารลดเค็ม มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับร้านอาหาร และชุมชน ที่ภาคเหนือ กว่า 50 ชุมชน พร้อมกันนี้เครือข่ายฯ ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งเป้าหมายในปี 2567-2568 จะสร้างเครือข่ายลดเค็มได้ทุกจังหวัดทุกภาคทั่วประเทศ

“ในส่วนของร้านค้านั้น เครือข่ายฯ ได้ร่วมกับ อาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อบรมร้านค้า ปรับสูตรลดเค็ม โดยอบรมไปแล้ว 1 ครั้ง ขณะนี้มีการอบรมรุ่นที่สองที่จะเน้นไปที่สูตรอาหารจานด่วนที่ลดความเค็ม เพราะชีวิตประจำวันผู้บริโภคพึ่งพาอาหารนอกบ้านและอาหารจานด่วนค่อนข้างมาก ถ้ามีทางเลือกเมนูลดเค็มจะช่วยปรับพฤติกรรมได้”รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากที่ได้ทำงานร่วมกับร้านอาหาร มีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการด้านอาหารในประเทศไทยมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มขึ้น จากผลสำรวจเกณฑ์ปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหารและลักษณะทั่วไปของอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่จำหน่ายในไทย ปี 2561-2564 พบมีปริมาณโซเดียมลดลง 11.6% ในอาหารประเภทข้าวต้ม โจ๊ก บะหมี่ที่บรรจุแบบถ้วย ที่สำคัญยังพบว่า มีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพของ อย. เพิ่มขึ้น จาก 4.5% เป็น 21.1%

ส่วนมาตรการอื่นๆ กำลังพิจารณา กำหนดเพดานโซเดียมในอาหาร เช่น อาหารกระป๋องต้องกำหนดสัดส่วนความเค็มเอาไว้ไม่ให้เกินปริมาณเท่าไหร่ เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับสูตรความเค็มลงมา นอกจากนี้กำลังพิจารณาเรื่องของฉลากคำเตือนอาหารที่มีความเค็มเกินค่ามาตรฐานเพื่อเป็นฉลากเตือนให้กับผู้บริโภค

ขณะเดียวกันมาตรการทางด้านภาษี ถือว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลดีในการปรับพฤติกรรมลดเค็มได้มากที่สุดนั้น อยู่ระหว่างการเสนอให้มีภาษีความเค็ม ออกมาบังคับใช้ในประเทศไทย

ด้าน ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ประธานสถานศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจอาหารไทยและนานาชาติ กล่าวถึงการเข้ามาร่วมโครงการลดเค็ม ด้วยมีประสบการณ์ตรงแม่ป่วยด้วยโรคไตจนเสียชีวิต ดังนั้นด้วยอาชีพทำอาหารจึงคิดว่าการพัฒนาสูตรอาหารที่ลดความเค็มและยังคงมีรสอร่อยน่าจะเป็นทางเลือกของผู้บริโภคได้

ดร.ยิ่งศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่มีทางเลือกในการเลือกรับประทานอาหารไม่เค็ม เพราะเกิน 50%ของคนไทยพึ่งอาหารนอกบ้าน และอาหารนอกบ้านมีความเค็มสูงจากการปรุงรส และวัตถุดิบที่ใช้ ซึ่งพ่อค้า แม่ค้าร้านอาหารและผู้ประกอบการร้านอาหารก็เกรงว่าการปรับสูตรลดเค็ม อาจจะส่งผลต่อรสชาติ จนไม่สามารถขายอาหารได้ ทำให้การปรุงอาหาร ต้องใช้ทั้งซอสหอย น้ำปลา เกลือ และผงปรุงรสเพื่อให้มีความเข้มข้นทำให้อัตราความเค็มเพิ่มมากขึ้นไปอีก “ปรุงเสร็จแล้วยังมีถ้วยพริกน้ำปลาไปเพิ่มความเค็มให้กับผู้บริโภคอีก”

ดร.ยิ่งศักดิ์ กล่าวว่า การที่เข้ามาช่วยเหลือโครงการนี้เพราะมีประสบการณ์ จากคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคไต ปัจจุบัน คนไทยป่วยด้วยโรคไตเพิ่มมากขึ้น และอายุน้อยลงไปเรื่อยๆจึงเริ่มทำเรื่องนี้มาประมาณ 2-3 ปีแล้ว เพื่อพัฒนาสูตรอาหารไม่เค็มแต่รสชาติยังอร่อยถูกใจ

ที่ผ่านมา วิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจอาหารไทยและนานาชาติ ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็ม จัดโครงการลดเค็มยกระดับเพื่อสุขภาพ เรื่องการทำน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวไม่เค็ม มีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมพัฒนาสูตรน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวลดเค็ม การปรุงน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวลดความเค็ม จะเปลี่ยนจากน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวมีที่ปรุงด้วยซอสหอย ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว มาเป็นน้ำซุปจากผักชนิดต่างๆ นำมาเคี่ยวรวมกันจนได้น้ำสต๊อกจากผักที่มีความเข้มข้นแต่ไม่เค็ม แล้วนำมาผสมทำน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวที่ลดความเค็มลง แต่ยังมีความอร่อยได้

สำหรับการอบรมรุ่นที่ 2 ที่ เป็นเรื่องของการทำอาหารจานด่วน ลดโซเดียม เช่น ผัดกะเพราที่ปกติมีความเค็มมากถึง 4 เท่า แต่จะพัฒนาสูตรลดเค็มลงมาอย่างไรให้สามารถคงรสชาติอร่อยกลมกล่อมได้

ดร.ยิ่งศักดิ์ กล่าวว่า วัตถุดิบในการทำอาหารถือเป็นองค์ประกอบสำคัญมาก เพราะวัตถุดิบที่ได้จากท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีความเค็ม จึงต้องลดเค็มก่อนที่จะนำไปปรุงอาหาร เช่น กุ้งแห้ง, หัวไชโป๊ะ ต้องนำมาต้มล้างน้ำ ตากแดดก่อน เช่นเดียวกับซอสผัดไทย ก็ต้องลดความเค็มก่อนค่อยนำมาผัด ถ้าพ่อค้า แม่ค้า ร้านอาหารนอกบ้านสามารถปรับสูตรอาหารลดความเค็มลงได้ก็จะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และยังช่วยลดภาระภาครัฐลดงบประมาณการรักษาพยาบาลคนไทยที่เจ็บป่วยด้วยโรคไต

ดร.ยิ่งศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในวัย 70 ปี สิ่งที่อยากทำในช่วงชีวิตที่เหลือคือการอุทิศตัวเพื่อพัฒนาสูตรอาหารลดความเค็ม เพื่อปรับพฤติกรรมลดเค็มและเพื่อสุขภาพลดผู้ป่วยที่ต้องไปฟอกไตลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top