วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
เข้ากับเทรนด์วัยรุ่นทั่วโลกรวมถึงวัยรุ่นไทยที่มีแนวโน้มที่จะเลือก “ใช้ชีวิตที่ไม่ต้องมึนเมาไม่ต้องเสพติด” เป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เป็นจุดเริ่มต้นของการได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ แต่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน จำเป็นที่ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ต้องสนับสนุนให้มีพื้นที่ หรือมีกิจกรรมให้วัยรุ่นได้มาปลดปล่อยพลังกัน
อย่างจัดการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนระดับประเทศ “SDN FUTSAL NO-L CUP 2026” รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งทางสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิวิถีสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ อาคารกีฬานิมิบุตร ชิงถ้วยพระราชทาน จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ปีที่ 4) เป็นโครงการใหญ่ ที่วัยรุ่นทั่วไทยต่างลุยฝึกซ้อมเพื่อมาเข้าร่วมการแข่งขันให้ได้
ซึ่งปีนี้มีเยาวชน 1,141 ทีม เข้าร่วมการแข่งขัน ผลปรากฏว่า โรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคลตั้งตรงจิตร 6 จ.สระบุรี คว้าแชมป์ไปครอง รองชนะเลิศเป็นโรงเรียนสหศึกษาบางบัวทอง จ.นนทบุรี, อันดับ 3 โรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จ.นครพนม และอันดับ 4 โรงเรียน อบจ.ชัยนาท โดยมี นายพิทยา จินาวัฒน์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางรณรงค์ฯ (สสส.) ร่วมเป็นประธานในพิธีแข่งขัน ซึ่งได้ชื่นชมนักกีฬาและโค้ชได้สร้างสปิริตตลอดทั้งเกม แม้ปะทะหนัก แต่ยกมือไหว้ขอโทษกันอย่างงดงาม โดยความร่วมมือของกรมพลศึกษา, ไทยพีบีเอส และภาคีภาคเอกชนต่างๆ
.jpg)
นายธีระ วัชรปราณี ผอ.สำนักงานเครือข่ายงดเหล้า และประธานจัดการแข่งขันฯ ระบุ ว่า กระแสวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ต้องมึนเมาไม่ต้องเสพติดซึ่งเป็นกระแสในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี มีอัตราการดื่ม อยู่ที่ 24.8% ลดลงจากปี 2564 ที่ 34.7% สาเหตุสำคัญนอกจากสภาพสังคมแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือการที่เยาวชนได้มีโอกาสทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ผู้ใหญ่ส่งเสริม
โดยผลสำรวจของโครงการ พบว่าเยาวชนเห็นว่ากิจกรรมสร้างสรรค์ยังไม่มากเพียงพอและครอบคลุมทั่วถึง กว่า 65% ดังนั้น การที่กระแสใช้ชีวิตอิสระจากของมึนเมากำลังขยายเพิ่ม โครงการจึงต้องเพิ่มโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึง ในปีนี้จึงได้ขยายโอกาสทุกจังหวัดกว่า 1,141 ทีม คัดเลือกจนเหลือ 12 ทีมสุดท้าย โดยมีทีมจากพื้นที่ห่างไกลอย่างแม่ฮ่องสอนที่ต้องขอรับบริจาคเพื่อช่วยค่าเดินทางกว่าพันกิโลเมตร และทีมจากตรังที่นั่งรถไฟชั้น 3 เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเยาวชนไทย และยังเป็นเวทีค้นหา “ช้างเผือก” จากภูธรสู่ระดับประเทศ โดยมีโค้ชฟุตซอลทีมชาติร่วมติดตามและเฟ้นหานักกีฬารุ่น U-15 เพื่อพัฒนาต่อยอดสู่ระดับ U-16 ในอนาคต
ทั้งนี้ โครงการไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาทักษะกีฬา แต่ยังสร้างโอกาสให้โค้ชได้พัฒนาศักยภาพในการเป็น พ่อ-แม่คนที่ 2 ที่ช่วยปลูกฝังทักษะชีวิตและค่านิยมไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน
.jpg)
ด้าน นายคำรณ ขอจรกลาง หรือ “โค้ชกอล์ฟ” ผู้ฝึกสอนฟุตซอลโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคลตั้งตรงจิตร 6 (เส้าหลิน) จ.สระบุรี กล่าวด้วยความตื้นตันว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความอดทน ความทุ่มเท และหัวใจนักสู้ ของเด็กๆ ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคจนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ โดยทีมไม่เพียงคว้าแชมป์ประเทศถ้วยพระราชทานฯ เท่านั้น แต่ยังคว้ารางวัลนักเตะทรงคุณค่า (MVP) จากเด็กชายกรินทร์ โปร่งทะเล หรือน้องก้อง และรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมจากเด็กชายณทศักดิ์ ทองมาก หรือน้องเจมส์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมม้ามืดที่ร่วมกันฝ่าฟันข้อจำกัดจนประสบความสำเร็จ
“ขอขอบคุณ สสส. และเครือข่ายงดเหล้า ในโครงการ SDN Futsal No-L 2026 รวมทั้งผู้สนับสนุนจากบาโอจิ ที่มอบเงินรางวัล 100,000 บาท จะนำไปเป็นทุนตั้งต้นในการจัดหารถตู้ พาเด็กๆ ออกไปหาประสบการณ์และสานต่อความฝันในเส้นทางนักกีฬาต่อไป” โค้ชกอล์ฟ กล่าว
นายยุทธพร ระวังการ ผู้ฝึกสอนของทีมเยาวชน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งงบประมาณในการเดินทาง และอุปกรณ์ต่างๆ แต่ทีมเลือกพึ่งพาตนเอง ทั้งการยืมรถตู้ใช้รถกระบะขนอุปกรณ์ และทำอาหารกินเอง ขณะที่การฝึกซ้อมบนสนามปูนทำให้เด็กๆ ขาดโอกาสสัมผัสสนามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การได้เข้าร่วมแข่งขันระดับประเทศถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญจากความพยายามตลอด 1 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดโลก สร้างประสบการณ์ และใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนให้ห่างไกลอบายมุข พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย
เด็กชายศิรวิทย์ ศรีพิชชาพร หรือ “น้องแม็ก” วัย 13 ปี จากครอบครัวเกษตรกร เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนพลังของความมุ่งมั่นและโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต เมื่อเด็กๆ จากพื้นที่ห่างไกลได้ก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศเป็นครั้งแรก โดยได้เปิดใจทั้งน้ำตาว่า แม้การมาแข่งขันในกรุงเทพฯ ครั้งแรกจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่ถือเป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิต โดยเขามีความฝันชัดเจนที่จะใช้กีฬาฟุตซอลเป็นเส้นทางสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ เพื่อดูแลครอบครัว พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ผมสู้ครับ” และจะกลับไปฝึกซ้อมให้หนักขึ้นเพื่อตามความฝันให้สำเร็จ
.jpg)
ส่วน นายกฤตณภัทร สุดศรี โค้ชผู้ฝึกสอนฟุตซอลเยาวชน ทีม DZ ONE จังหวัดตรัง กล่าวขอบคุณเวทีการแข่งขัน SDN ที่เปิดโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยง ได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตผ่านกีฬา จากเดิมที่อาจเคยข้องเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง สู่การมีวินัย เป้าหมาย และความฝันในเส้นทางนักกีฬา แม้ทีมจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ต้องเดินทางไกลด้วยรถไฟชั้น 3 แต่โอกาสครั้งนี้ได้สร้างทั้งแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจ พร้อมผลักดันให้เด็กๆ มุ่งมั่นพัฒนาตนเองต่อไป
เด็กชายจักรพรรดิ สีทอง กองหน้าดาวรุ่ง เปิดเผยว่า เดินทางกว่า 17 ชั่วโมง เพื่อเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่รู้สึกภูมิใจที่ได้เปิดประสบการณ์ใหม่และเรียนรู้จากสนามจริง พร้อมยอมรับข้อจำกัดของตนเองทั้งด้านการฝึกซ้อมและการจบสกอร์ที่ยังไม่เฉียบคม และตั้งใจจะพัฒนาตัวเองต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นนักฟุตซอลอาชีพในอนาคต ท่ามกลางกำลังใจสำคัญจากครอบครัวที่คอยสนับสนุนอย่างเต็มที่
อนึ่ง การแข่งขันรอบชิงแชมป์ ในปี 2569 มีทีมที่ได้เข้ารอบมา 12 ทีม ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคลตั้งตรงจิตร 6 จ.สระบุรี, โรงเรียนสหศึกษาบางบัวทอง จ.นนทบุรี, โรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จ.นครพนม, โรงเรียน อบจ.ชัยนาท, โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ จ.ภูเก็ต, โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี, โรงเรียนพิชญบัณฑิต จ.หนองบัวลำภู, โรงเรียน อบจ.กาญจนบุรี 1 (บ้านเก่าวิทยา), โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) จ.แม่ฮ่องสอน, โรงเรียนราชวินิต บางเขน กรุงเทพฯ, ทีม Dz One จ.ตรังทีม และทีมอาเชอ อะคาเดมี จ.ยโสธร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี