542.jpg
สกู๊ปพิเศษ : จากห้องวิจัยสู่ชุมชน วช.รวมพลังเครือข่ายวิจัยไทย

สกู๊ปพิเศษ : จากห้องวิจัยสู่ชุมชน วช.รวมพลังเครือข่ายวิจัยไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น วิกฤตสิ่งแวดล้อม โรคอุบัติใหม่ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าวได้ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่กลายเป็นวาระแห่งชาติ รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าที่เคย


โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การฟื้นฟูความเสียหายหลังเกิดเหตุเท่านั้น แต่คือการเตรียมความพร้อมให้ประเทศสามารถรับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้โจทย์ดังกล่าว งานวิจัยและนวัตกรรมกำลังถูกจับตามองในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ เตรียมจัด “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ภายใต้แนวคิด “Research Synergy-พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมได้เห็นบทบาทของงานวิจัยในการแก้ปัญหาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของหน่วยงานในระบบวิจัยไทยที่ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศบนฐานองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยในปีนี้มีหน่วยงานเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 231 หน่วยงาน พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีแห่งอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจ BCG สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา Soft Power และการพัฒนาชุมชน

“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัย แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคประชาชน เพื่อขยายผลการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ดร.วิภารัตน์ กล่าว

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่น่าสนใจ คือ นิทรรศการ “Resilient Thailand : Disaster Mitigation and Management” หรือ “ตั้งมั่นประเทศไทย” ซึ่งเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network : RUN) นำผลงานวิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติมาจัดแสดงภายในงาน

รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร

รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) กล่าวว่า ภัยพิบัติในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะพื้นที่อีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายระดับประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ที่มีความแม่นยำ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้าง “ความยืดหยุ่นของสังคมไทย” หรือ Resilience ให้สามารถปรับตัว รับมือ และฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“แม้มหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งในเครือข่าย RUN จะมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน แต่ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งด้านการป้องกัน การเตรียมพร้อม การบรรเทาผลกระทบ และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ เพื่อสร้างความพร้อมให้กับประเทศในระยะยาว” ประธาน RUN กล่าว

เครือข่าย RUN ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของประเทศ 8 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยในปีนี้ได้นำเสนอผลงานวิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติรวม 23 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

หนึ่งในผลงานเด่น คือ “Every One Seeing Flood Zone” ระบบรับรู้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสำหรับประชาชน ซึ่งเกิดจากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย นักวิจัยได้นำข้อมูลจากชุมชน ข้อมูลภูมิศาสตร์ และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มาวิเคราะห์ร่วมกัน ก่อนส่งต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้สถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

งานวิจัยดังกล่าวสะท้อนแนวคิดใหม่ของการจัดการภัยพิบัติที่ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยด้านอาคารต้านทานแผ่นดินไหว ระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต การเฝ้าระวังโลหะหนักในแหล่งน้ำ การจัดการเมืองอัจฉริยะ และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอีกจำนวนมาก สะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างเครื่องมือรับมือกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

ภายในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 วช.จึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลงาน “วิศวกรสังคม” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศควบคู่ไปกับงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แนวคิดวิศวกรสังคมมุ่งพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชน โดยเน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม แทนที่จะเรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน นักศึกษาจะลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน ศึกษาบริบทชุมชน และร่วมออกแบบแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่

หลายโครงการเริ่มต้นจากปัญหาใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดการขยะ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือการดูแลผู้สูงอายุ แม้จะเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายใต้หัวข้อ “วิศวกรสังคม Next Gen : พลังนักศึกษาสู่การพัฒนาชุมชน” จะมีการนำเสนอประสบการณ์ของนักศึกษาผู้เข้าประกวดวิศวกรสังคมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ รวมถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ร่วมขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว เวทีนี้สะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างอนาคต

หากมองให้ลึกลงไป ทั้งงานวิจัยด้านภัยพิบัติของ RUN และโครงการวิศวกรสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏ แม้จะดูแตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้วมีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับประเทศ RUN ทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ส่วน “วิศวกรสังคม” ทำหน้าที่สร้างคน สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสร้างกลไกการนำองค์ความรู้ไปใช้จริงในพื้นที่ เมื่อเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับชุมชน เมื่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อนักวิจัยทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยจึงมีโอกาสสร้างระบบรับมือความเสี่ยงที่เข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น

และนี่คือภาพสะท้อนสำคัญของมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 เวทีที่ไม่ได้รวบรวมเพียงผลงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงาน อาทิ นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งพัฒนาตำรับยาประสะกาฬแดงจากคัมภีร์แพทย์แผนไทยสู่ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ “เม็ดฟู่” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา

ผลงาน “ไหมมัดหมี่-ศาสตร์แห่งศิลป์ (The Thai Silk Synthesis)” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านการออกแบบ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผ้าไหมมัดหมี่จังหวัดบุรีรัมย์สู่ระดับสากลจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศ หากยังเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นศักยภาพขององค์ความรู้ไทยในการตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในหลากหลายมิติ

ขณะเดียวกัน การจัดงานในปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาคน ผ่านกระบวนการ “วิศวกรสังคม” เมื่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และพลังของคนรุ่นใหม่ ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน งานวิจัยจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการหรือบนชั้นหนังสือ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

จึงเป็นอีกห้วงเวลาหนึ่งที่ประชาชนคนไทยไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมงานซึ่งเจ้าภาพไม่ได้เก็บค่าเข้าชมงานแต่อย่างใด 22-26 มิถุนายนนี้ แวะไปเติมความรู้กันได้ที่ งาน“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top