วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
คำว่า “ถอดบทเรียน” เป็นหนึ่งความหมายของคำว่า “วัวหายล้อมคอก” เมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้าย อะไรขึ้นมา หวังลดอุณหภูมิเดือดในใจของประชาชนที่พุ่งเป้าไปที่หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยแก้ไขปัญหาอะไรได้จริง เพราะสุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับการทุจริตคอร์รัปชัน ที่เห็นชัดสุดคือโศกนาฏกรรม “ไฟไหม้สถานบันเทิง” ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
ล่าสุด เหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมาก สาเหตุเบื้องต้น คือ เปิดให้บริการผิดประเภท และไม่ได้มาตรฐาน นี่เป็นเหตุที่นำมาสู่การจัดเสวนา เรื่อง “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก” จัดโดย มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคมและเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. ย้ำให้เห็นว่า เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นั้นได้สร้างความสะเทือนใจต่อคนทั้งประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวมาแล้ว เช่นเหตุการณ์ไฟไหม้ซานติก้าผับในวันเคาท์ดาวน์ ปีใหม่ 2552 มีผู้เสียชีวิตรวม 67 ศพ และเหตุการณ์ไฟไหม้ผับเมาน์เทน บี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 มีผู้เสียชีวิต 22 ศพ
“เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าประเทศยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น แค่คำว่าถอดบทเรียนคงไม่เพียงพอ แต่นี่คือปัญหาเชิงระบบ ที่สามารถป้องกันได้”
สสส. จึงร่วมกับภาคีจัดงานในวันนี้เพื่อสะท้อนปัญหาและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในขั้นตอนการอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาตการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแลสถานประกอบการ รวมถึงตรวจสอบการกระทำการที่เสี่ยงต่อความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และคงถึงเวลาต้องทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 การกำกับดูแลปัญหาสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ร้านอาหารที่ขออนุญาตให้เล่นดนตรีสด ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข รวมถึงปัญหาการจัดโซนนิ่งที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคม
ขณะที่ ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย ที่ปรึกษาสมาคมสุราท้องถิ่นไทย กล่าวเสริมว่า สถานบริการในต่างประเทศ มีกฎหมายแตกต่างกันไป เช่น ญี่ปุ่น และไต้หวัน ร้านอิซากาย่า ที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่มีการตรวจบัตรผู้เข้าใช้บริการ แต่ประชาชนที่เข้าใช้บริการมีวินัย ผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ดื่มแอลกอฮอล์จะไม่เข้าใช้บริการ เคารพกฎหมาย ส่วนผับ บาร์ ไนท์คลับ ที่เป็นสถานที่ปิดบางแห่งสามารถตั้งอยู่ชั้นบนของอาคารสูงได้ โดยมีระบบความปลอดภัย และไม่เปิดในย่านที่อยู่อาศัย ที่น่าสนใจคือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบกิจการและ ประชาชนก็เคารพกฎหมาย มีการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก ซึ่งเรื่องเหล่านี้แตกต่างจากประเทศไทยสิ้นเชิง!
ผศ.ดร.เจริญ ย้ำว่า สาเหตุสถานบริการในประเทศไทยมีปัญหาเกิดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก 1.กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน 2.การไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของผู้รับผิดชอบแต่ใช้เป็นช่องทางหารายได้พิเศษ 3.ความเคยชินของประชาชนที่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และไม่มีใครคิดจะเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ หรือยากเกินไปที่จะแก้ไขอย่างมากก็ได้แค่ออกมาพูดผ่านสื่อ แล้วไม่ได้ดำเนินการจริงจังต่อ ดังนั้นต้องแก้ปัญหาข้างต้น คือมีผู้นำที่จะริเริ่มแก้กฎหมาย และทำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่สามารถ หรือหมดความจำเป็นที่ต้องหารายได้พิเศษจากการละเลยการบังคับใช้กฎหมาย
ด้าน นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เผยว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย และกทม. ได้เร่งตรวจสอบสภาพของสถานบริการ และร้านที่คล้ายสถานบริการใน 30 วัน ซึ่งถ้าจะเป็นที่ยอมรับ ควรมีภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย และครบกำหนดก็ต้องเปิดเผยต่อประชาชน ผ่าน Open data เข้าไปในเว็บไซต์ ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ทุกจุดทั่วประเทศ และสามารถร้องเรียนได้เมื่อเกิดปัญหา แต่หากไม่มีตรงนี้สุดท้ายแล้วเรื่องก็จะเงียบหายไป
ส่วนการแก้ไขกฎหมายนั้น นายธีระระบุว่า กระทรวงมหาดไทย พรรคการเมืองต่างมีการยกร่าง และศึกษาไว้แล้ว แต่ในมุมมองจากภาคประชาชน เห็นว่าเนื่องจากกฎหมายเกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสังคมอย่างมาก และอีกด้านเป็นการเพิ่ม
การท่องเที่ยวสร้างรายได้ ซึ่งความย้อนแย้งนี้หากไม่มีมุมมองจากภาคสังคมมาถ่วงดุลอาจทำให้กฎหมายอาจเอื้อไปทางมิติเพื่อสร้างการท่องเที่ยวเป็นหลัก เสียสมดุลในการลดผลกระทบความรุนแรงลงได้
“ดังนั้น ภาคประชาสังคมจึงเตรียมยกร่างการแก้ไขกฎหมายและรวบรวมรายชื่อ 1 หมื่นรายชื่อเพื่อยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกรอบเนื้อหาประกอบด้วย นิยามขอบเขตของสถานบริการและคล้ายสถานบริการ เงื่อนไขการขออนุญาตด้าน
รูปแบบอาคารที่ใช้สถานที่ที่สามารถขอใช้การรับฟังความเห็นจากประชาชน นายทะเบียนที่จะให้อนุญาต หน้าที่ของผู้ประกอบการต่อความปลอดภัยประชาชน อำนาจของเจ้าพนักงาน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผล
รวมไปถึงการปิดช่องในการทุจริตเรียกรับของเจ้าหน้าที่รัฐ” นายธีระ ระบุ
ขณะที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แสดงความเห็นเรื่องนี้ว่า ในสมัยประชุมสภาที่แล้ว ได้มีญัตติแก้ไขกฎหมายสถานประกอบการ ทางกรรมาธิการได้มีการศึกษาพบว่ามีปัญหาหลายมิติ ทั้งการเรียกรับส่วย การดูแลโซนนิ่งไม่ชัดเจน ปัญหาร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากคือเรื่องเสียงรบกวน ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหายาเสพติด เมาทะเลาะวิวาท ก่ออาชญากรรมค้ามนุษย์ รวมถึงค้าประเวณี จึงเสนอให้แก้ พ.ร.บ.สถานบริการซึ่งใช้มานานตั้งแต่ปี 2509 ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะพบว่า “กว่า 90% มีการเปิดคล้ายสถานบริการ” โดยให้มีการปรับคำนิยาม จากที่เขียนว่า โรงน้ำชา รองเง็ง ซึ่งปัจจุบันคนไม่เข้าใจแล้ว แต่จริงๆ องค์ประกอบสถานบริการคือ มีดนตรี มีแอลกอฮอล์ และมีผู้ให้บริการ หากมีครบ 2 ใน 3 นี้ก็จะเข้าเกณฑ์ต้องขออนุญาตจากท้องถิ่นเพื่อเปิด ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ มาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสถานที่ โดยให้เป็นเบ็ดเสร็จที่ส่วนเดียว ไม่ต้องไปหลายหน่วยงาน
“สิ่งสำคัญควรมีการจัดโซนนิ่งอยู่ห่างจากชุมชน และเวลาเปิด-ปิด เพราะยิ่งดึกยิ่งเสี่ยงมีโอกาสทำกิจกรรมเสี่ยงผิดกฎหมาย และคุมยาก กระทบกับประชาชนที่ต้องออกมาทำมาหากินปกติ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ตีสี่ดังนั้นการมีกิจกรรมดึกๆ เสี่ยงกระทบกับสาธารณะ ดังนั้น 2 ปัจจัยหลักคือสถานที่ที่ควรเปิด กับเวลา เปิด-ปิดต้องให้ท้องถิ่นอนุญาต เพราะเขาจะรู้จักพื้นที่ และเรื่องค่าใบอนุญาตต้องผันแปรไปตามความเสี่ยงด้วย เช่น เปิดดึก พื้นที่ใหญ่รับลูกค้าเยอะ ต้องยิ่งแพงขึ้น แล้วจ่ายกับรัฐหน่วยเดียว ไม่ต้องไปถูกรีดไถอีก” สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าว
นายภัณฑิล ยังบอกอีกว่าสำหรับร่างกฎหมาย ฉบับพรรคประชาชนยกร่างนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นร่างการเงินด้วยเพราะมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ หากมีการเปิดสภาอีกครั้งก็จะมีการทวงถามอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุขึ้นกับโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องมีการแก้ไขแล้ว เพราะปัจจุบันเกือบทั้งหมดมีการทำผิด จดเป็นร้านอาหาร แต่กลับเปิดเป็นสถานบริการ กึ่งผับ บาร์ เปิดเพลง ดังนั้นต้องมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายสถานบริการ และกฎหมายควบคุมอาคาร
มาที่ฟากของผู้ประกอบการอย่าง น.ส.ณัฐกมล นาคะพรหม ตัวแทนสถานประกอบการ ระบุ ในมุมมองของผู้ประกอบการต่างเสียใจที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในครั้งนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ขาดความเข้าใจหรือตระหนักถึงความรูปแบบความเสี่ยงด้านอาคารสถานที่ที่จะนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงและประกอบกับความหละหลวมของภาครัฐด้วย
“ผู้ประกอบการบ้านเราไม่ค่อยมีทางเลือก โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านกลางคืนประเภทต่างๆ อยากให้ภาครัฐเปิดใจให้กว้างและรับฟังผู้ประกอบการว่าเค้ามีความต้องการอย่างไรบ้าง และปรับแก้กฎระเบียบให้เหมาะสม อย่ากลัวว่าเราจะเอาแต่มอมเมา หรือจ้องจะทำผิด เราก็อยากทำให้ถูกต้อง แต่เมื่อกฎหมายไม่เอื้อ การทำให้ถูกต้องมันยากกว่าทำผิดหลายเท่า บางส่วนเลยเลือกที่จะไม่เข้าระบบหรือยอมที่จะจ่ายสินบนแทน หลังจากปรับแก้กฎระเบียบแล้ว ควรมีการอบรมให้ความรู้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความช่วยเหลือของภาครัฐ จัดโซนนิ่งให้ทำอย่างถูกต้อง ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ส่วน ผู้ประกอบเองก็ต้องเคร่งครัด ยึดความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการเป็นสำคัญ” น.ส.ณัฐกมล ระบุ





โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี