546.jpg
สกู๊ปแนวหน้า : ไม่ใช่แค่‘รอรับ’อย่างเดียว  ‘คนพิการ’บทบาท‘ผู้ให้’ก็มี

สกู๊ปแนวหน้า : ไม่ใช่แค่‘รอรับ’อย่างเดียว ‘คนพิการ’บทบาท‘ผู้ให้’ก็มี

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.35 น.

คนพิการ” ภาพแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อเอ่ยคำคำนี้คือ “บุคคลที่มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตและต้องการความช่วยเหลือ” แต่ในอีกด้านหนึ่ง “มีคนพิการที่พยายามลุกขึ้นมาเป็นผู้ให้” ไม่รอแต่เป็นผู้รับฝ่ายเดียว ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นรา ขำคมนักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ได้มาบอกเล่าในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “คนพิการกับการเป็น “มือบน” ที่สังคมไม่รับรู้” ถึงข้อค้นพบดังกล่าว

อาจารย์นรา เล่าว่า การบรรยายในครั้งนี้มาจาก “โครงการวิจัย การศึกษาการมีส่วนร่วมทางสังคมของคนพิการในสังคมไทยผ่านการทำงานจิตอาสา” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตั้งแต่การใช้คำว่า “คนพิการ” แทนคำว่า ผู้พิการ เพราะผู้ให้ข้อมูลที่เป็นคนพิการให้ความเห็นว่า คำว่าคนพิการให้ความรู้สึกไม่แปลกแยกจากคนอื่นๆ ในสังคมมากกว่าคำว่าผู้พิการ ส่วนการใช้คำว่า “มือบน” แทนคำว่าผู้ให้ ในหัวข้อการบรรยาย เพราะนัยทางศาสนานั้นมือบนคือมือแห่งการให้ และเป็นมือที่มีพลังอำนาจมากกว่า


ที่มาของโครงการนี้ เนื่องจากคนพิการมักถูกมองว่าเป็นแต่เพียงผู้รับความช่วยเหลือจากสังคม (มือล่าง) แต่จริงๆ แล้ว มีคนพิการที่เป็นผู้ให้ ช่วยเหลือทั้งกับคนพิการด้วยกันและกับสังคมทั่วไป เช่น ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ช่วง 2-3 ปีก่อน ก็มีคนพิการออกไปบริจาคข้าวปลาอาหารแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพียงแต่สังคมไม่ค่อยรับรู้มากนัก ทัศนคติแบบนี้จึงสะท้อนออกมาเป็นนโยบายต่างๆ ที่แยกคนพิการออกจากคนทั่วไป เป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ จึงสนใจการออกมาทำงานจิตอาสาของคนพิการ

“ทำไมผมสนใจเรื่องการทำงานจิตอาสา การทำงานจิตอาสาเท่าที่ศึกษามาส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูสุขภาพจิตของคนพิการหรือแม้แต่คนทั่วๆ ไป คนที่ออกไปทำงานจิตอาสา ส่วนหนึ่ง
ที่ได้มาแน่ๆ คือความปีติ ความอิ่มเอมใจ อันนี้จะช่วยในเรื่องสังคมด้วย แล้วยิ่งคนพิการ โอกาสที่จะออกไปสู่สังคมค่อนข้างมีน้อยมากๆ เพราะฉะนั้นการได้ออกไปทำงานจิตอาสาครั้งหนึ่งเขาได้ทั้งจิตใจ ทั้งการกลับคืนสู่สังคม ออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอีกครั้งหนึ่ง”
 อาจารย์นรา กล่าว

งานวิจัยทำการศึกษาคนพิการใน 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ และตรัง จำนวนผู้ร่วมวิจัย 100 คน แบ่งเป็นจิตอาสาที่สังกัดองค์กรคนพิการ 30 คน จิตอาสาที่สังกัดองค์กรคนพิการ 10 คนผู้ร่วมงานหรือองค์กรที่ทำงานร่วมกับจิตอาสาที่มีความพิการ 25 คน ผู้ที่เคยได้รับบริการจากจิตอาสาที่มีความพิการ 25 คน และคนพิการที่ไม่เคยทำงานจิตอาสา 10 คน

ตัวอย่างของ “จังหวัดตรัง” ชมรมคนพิการเทศบาลนครตรัง มีการจัดทำถุงยังชีพ บรรจุสิ่งของที่จำเป็นสำหรับนำไปช่วยเหลือคนพิการด้วยกันในพื้นที่ หรือกิจกรรมเก็บขยะที่หาดเจ้าไหม ซึ่งมีคนพิการคนหนึ่งได้ออกจากบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งแม้จะไม่ได้ช่วยเก็บขยะเหมือนกับผู้เป็นแม่ที่พามา แต่ก็มองเห็นถึงความสุขเพราะได้เห็นทะเล ได้เหยียบพื้นทราย หรือ“จังหวัดขอนแก่น” ชมรมคนพิการจังหวัดขอนแก่นซึ่งมีประธานชมรมเป็นคนพิการทางสายตา รวมถึงสมาคมคนพิการอำเภอกระนวน มีกิจกรรมมอบถุงยังชีพในการออกเยี่ยมผู้สูงอายุ

ข้อสังเกตจากการร่วมกิจกรรมจิตอาสา” 1.องค์กรคนพิการเป็นหน่วยส่งผ่านความช่วยเหลือ2.คนพิการทางการเคลื่อนไหวไม่สามารถเดินทางเข้าไปบางพื้นที่ได้ 3.คนพิการบางประเภทต้องมีผู้ดูแลระหว่างทำกิจกรรม 4.คนตาบอดต้องมีผู้นำทาง 5.กิจกรรมเน้นหนักไปที่การให้ความช่วยเหลือคนพิการด้วยกันเอง และ 6.สมาชิกแต่ละคนต้องเสียสละเป็นอย่างมาก เช่น เดินทางไป-กลับด้วยมอเตอร์ไซค์ มากกว่า 60 กิโลเมตร เพื่อมาร่วมกิจกรรม

“เคยสัมภาษณ์ว่าทำไมถึงอยากมาทำกิจกรรม ไป-มาก็ไม่ได้ง่าย มาทำงานเงินก็ไม่ได้ อาจจะได้ค่าน้ำมันเล็กๆ น้อยๆค่าข้าวบ้าง เลี้ยงข้าวบ้าง แต่ไม่ได้ค่าจ้างอะไรเลย เขาบอกว่าเขามาทำแบบนี้เขาได้สังคม และตัวเขาเองเขารู้สึกว่าเขามีคุณค่าที่ได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น คนนี้ก็จะไปกับชมรมแทบทุกวัน ไม่ได้รู้สึกเหนื่อย ไป-กลับ 60 กิโลเมตร แล้วยังต้องเดินทางไปทำงานอีก ออกไปให้ความช่วยเหลืออีก ก็จะได้เห็นถึงความสุขของเขา” อาจารย์นรา ระบุ

กับคำถามที่ว่า “อะไรคือแรงจูงใจ (Motivation) ที่ทำให้คนพิการออกมาช่วยเหลือสังคม?” ซึ่งต้องบอกก่อนว่า “คนพิการจะมีช่วงเวลาที่ต้องก้าวผ่านความทุกข์” โดยเฉพาะคนที่เคยร่างกายปกติแต่ต้องมาพิการภายหลัง ซึ่งจะมีช่วงหนึ่งที่ไม่อยากออกจากบ้าน ต้องยอมรับกับความพิการและปรับตัวเพื่อก้าวผ่านให้ได้ “การผ่านช่วงเวลาแบบนั้นทำให้คนพิการเกิดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและอยากส่งผ่านสิ่งเหล่านี้” จึงอยากออกมาเป็นผู้แบ่งปันกับผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันเพื่อให้กำลังใจ ซึ่งนี่เป็นคำตอบที่ได้รับจากคนพิการแทบทุกคนที่ออกมาเป็นจิตอาสา

อย่างไรก็ตาม อาจารย์นรา ชี้แจงว่า สิ่งที่นำมาบรรยายนี้ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลว่าคนพิการทำงานจิตอาสาอย่างไรบ้างเท่านั้น ส่วนระยะต่อไปของโครงการ จะเป็นการส่งเสริมบริษัทเอกชนในการสนับสนุนคนพิการที่ทำงานจิตอาสา พร้อมกับเก็บข้อมูลวิจัยไปด้วยซึ่งจะต้องได้ผลวิจัยในส่วนนั้นก่อน เพื่อนำเสนอต่อผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบาย

เพื่อส่งเสริมให้คนพิการออกไปทำกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top